ย้อนคำทำนายหมอนิดจากกรณีไอทีวี และ “สีแดง”

1 03 2007

วันนี้มีเรื่องเล่าเอาสนุกมาให้ได้ฟังกัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเรื่องไอทีวีที่ต้องดับไปในไม่นานนี้ ทำให้ผมนึกถึงคำทำนายหมอนิด

ราวๆเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม 2549 ผมมีโอกาสได้ฟังคำทำนายหมอนิดมากับหู เนื่องจากนิตยสารpositioning เชิญหมอนิดมาให้สัมภาษณ์ถึงออฟฟิศเพื่อนำลงเป็นเนื้อหาฉบับเดือนมกราคมว่าด้วยเรื่อง“การทำนาย”ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองตลอดปี 50

เท่าที่ในการสัมภาษณ์วันนั้น มีคนในห้องนั้นที่ได้ฟังหมอนิดแบบสดๆน่าจะไม่เกิน 5 คน หนึ่งในนั้นคือผมที่เข้าไปฟังกะเขาด้วย

หากถามว่าน่าเชื่อถือแค่ไหน วันนั้นผมคงตอบได้ว่า 60/40 60 คือเชื่อ 40 ไม่เชื่อ

หมอนิดใช้วิธีการทำนายซึ่งเหมือนกับที่พ่อผมใช้คือหลักการของธาตุต่างๆ5ชนิด( ดิน น้ำ ลม ไฟ ทอง ไม้) ตามหลักโหราศาสตร์ของจีน ซึ่งผมก็ค่อนข้างจะคุ้นเคยกับศัพท์แสงพวกนี้อยู่บ้างเพราะพ่อพูดให้คนที่มาหาฟังประจำจนคุ้นหู แต่ระหว่างหมอนิดกับพ่อผมจะต่างกันนิดหน่อยตรงที่หมอนิดมีญาณพ่อปู่ฤาษีนารายณ์ แต่พ่อผมไม่มี ส่วนเรื่องธาตุหรือโหราศาสตร์แบบจีนนั้นคงตำราเดียวกัน

ผมจำได้ว่าวันนั้นหมอนิดได้บอกกับเราหลายเรื่อง สรุปโดยรวมแล้วปีนี้ (2550) เป็นปีที่น่าเป็นห่วงเอามากๆสำหรับประเทศไทย (เหมือนกับที่หมอดูท่านอื่นแทบจะพูดเป็นเสียงเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย)

ที่จำได้แน่นสนิท คือเรื่องคำทำนายที่ว่า สีแดง(ธาตุไฟ)เป็นสีที่จะซวยซ้ำซวยซ้อนในปีนี้และจะมีการปิดตัวของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งอีกด้วย

ทางเราถามกลับไปว่าช่องอะไร หมอนิดใบ้ว่า ไม่ใช่ 3 5 7 9 11 และ itv แต่จะเป็นทีวี ที่มีชื่อเสียง และ เป็นทีวีดาวเทียม (ย้อนดูคำทำนาย ที่นี่ )

ด้วยเหตุนี้เองผมจึงจำคำทำนายนี้ได้แม่นมาก หลังจากฟังจบก็เอามาเดาเล่นกับเพื่อนๆร่วมงาน เพราะทีวีดาวเทียมที่ว่าอยู่ในเครือเดียวกันที่ทำงาน และที่สำคัญ มันใช้สีแดง ไม่ใช่ สีน้ำเงิน (555) จำได้ว่าตอนนั้นผมเดาว่าถ้าเป็นงั้นจริง สงสัยเป็นทีวีดาวเทียมสีแดงไปแหงๆเพราะที่ผ่านมาก็อย่างที่เห็นว่ายากลำบาก กันขนาดไหน เวลามีคนบอกว่าได้ผลประโยชน์มา ผมแทบจะหัวเราะตาย ช่วงวิกฤติเงินเดือนออกช้า จ่ายทีล่ะครึ่ง พนักงานไม่มีจ่ายค่าเช่าห้องพัก นั่นแหละเรื่องจริงล้วนๆของคนที่ทำงานในเครือนี้ ส่วนทีวีดาวเทียมสีน้ำเงินวันนี้ลองสังเกตุดู บุกเข้าช่องฟรีทีวีได้แทบทุกช่อง ซึ่งอันนี้ไม่ว่ากัน ถือว่าเป็นโอกาสที่เขาทำได้และทำได้ดีในด้านการทำธุกิจ มันเลยกลายเป็นเกร็ดเปรียบเทียบเล็กๆน้อยๆ ของเรื่องสีแดง(ธาตุไฟ) และสีน้ำเงิน(ธาตุน้ำ) ถ้าตามหลัก ฮวงจุ้ยในโหราศาสตร์จีนแล้ว ธาตุทั้ง 5 จะมีส่วนส่งเสริมกันและกัน และส่วนที่ขัดแย้งกัน ( คล้ายชาร์ตทฤษฎีสีในวิชาศิลปะนั่นแหละ ที่มีทั้งคู่สีตรงข้าม สีฮาร์โมนี เป็นต้น )

ซึ่งกรณนี้ผมจะเปรียบเทียบง่ายๆได้ว่าไฟ(สีแดง)จะแพ้ให้กับน้ำ(สีน้ำเงิน) เพราะน้ำสามารถดับไฟได้ เค้าว่างั้น เมื่อปีนี้ความซวยจะเกิดขึ้นกับธาตุไฟ บวกกับความจริงที่เห็นๆกันอยู่ ผมเลยเดามั่วบนพื้นฐานข้อมูลและความเชื่อส่วนตัว ว่าสงสัยทีวีดาวเทียมสีแดงของผม มีสิทธิ์โดน!!!มากกว่าใครเพื่อนซะแล้ว

กลับเข้ามาสู่ปัจจุบัน ไอทีวีซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ผมคาดว่าต้องโดนปิดในตอนนั้น เหตุเพราะมีเรื่องทำผิดสัญญาสัมปทานรอฟันอยู่แล้ว บวกกับเป็นช่องที่ใช้ “สีแดง” ผมเลยทึกทักเอาว่านี่ก็คงไม่รอด แต่ก็มาติดคำทำนายของหมดนิดนี่แหละ ที่บอกว่าไม่ใช่ช่องฟรีทีวีที่จะโดนปิด ที่โดนปิดคือทีวีดาวเทียม

จนในที่สุด อย่างน้อยๆตอนนี้คำทำนายหมอนิดก็ถูกไปครึ่งหนึ่ง พอถูไถในความแม่น ในเรื่องปิดช่องทีวี และ เรื่องสีแดงธาตุไฟ ใจจริงแล้วไม่อยากให้แม่นมาก เพราะแต่ละอย่างที่หมอดูแต่ละคนทาย มันช่างน่ากลัวเหมือนกับที่ผมเคยเอามาเล่าไว้เมื่อต้นปี ตอนนี้เลยปลอบใจตัวเองว่า เอาวะ อย่างน้อยก็ไม่แม่นไปครึ่งนึงแล้วหวังว่าคงไม่แม่นไปมากกว่านี้ตามมาทีหลัง ส่วนเรื่องสีแดงนั้น บอกตรงๆว่าผมค่อนข้างเชื่อ เพราะเห็นมามากแล้วจากการเปลี่ยนแปลงของลูกค้าพ่อ เพราะฉนั้น ใครก็ได้ไปบอก ทีวีดาวเทียมสีแดงหน่อยให้เปลี่ยนเป็นสีอื่นได้แล้ว แล้วช่วยยุPTVให้ไปใช้สีแดงแทน จะได้เป็นคุณแก่ชาติบ้านเมือง โหะโหะโหะ

(ใช้ดุลพินิจฟังเสียงสัมภาษณ์หมอนิดพูดเองเมื่อปลายปีที่แล้วที่ justtalky  )





เราดูถูกพนักงานไอทีวีมากไปแล้ว

28 02 2007

รูปจาก www.manager.co.th 

ประเทศไทยเริ่มมีมาตรฐานอะไรแปลกขึ้นทุกที ชัดที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องที่รัฐจะไปอุ้มพนักงานไอทีวี?

ด้วยความเข้าใจพื้นๆของผมจากการอ่านข่าว ผมไม่เข้าใจว่าการที่บริษัทเอกชนทำผิดกฏทำผิดสัญญาระหว่างเอกชนด้วยกันเอง รัฐเข้าไปเสือกอะไรด้วย ที่รัฐจะรับผิดชอบจัดการคือเรื่องสัมปทานสัญญาณกลับมาให้ถูกต้องมีเพียงเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ?

คำถามเกิดขึ้นดังจากทุกมุมสังคมว่า ภาษีจากการทำงานอันแสนยากลำบากของเราทำไมต้องไปจ่ายช่วยให้ทีวีโกงชาติโกงประชาชนเอาสัมปทานอันเป็นของรัฐไปหาเงินเข้ากระเป๋าตัวมาเป็นเวลาหลายปี เรามองพนักงานไอทีวีเป็นคนง่อยเปลี้ยเสียขาหรืออย่างไร

ถ้าคุณกำลังตอบว่า เปล่าเลยตรงกันข้าม พนักงานไอทีวีมีความสามารถ แล้วจะกลัวอะไรหากต้องไปเริ่มใหม่ เหมือนที่ครั้งนึงที่เค้าไล่จนเนชั่นต้องไปเริ่มใหม่เอาเอง .. รัฐกำลังทำให้พนักงานไอทีวีอยู่ในสถานะ เดียวกับ “คนด้อยโอกาส” มากเกินไปรึเปล่า รัฐอาจจะลืมไปหรือไม่ งบประมาณที่ต้องใช้ช่วยพนักงานที่ชมตัวเองว่าเก่งกว่าใครเพื่อนหลายร้อยล้านบาทยังมีคนด้อยโอกาสตัวจริงเสียงจริงรออยู่ทั่วประเทศ

รัฐบาลนี้เองก็มีตรรกะคิดที่แปลก … ปากว่าตาก็ขยิบหลายครั้งหลายเรื่อง เริ่มมีมาตรฐานใหม่ที่จะสร้างความสับสนต่อไปในอนาคต …ถ้าวันนี้มีบริษัทเอกชนที่กำลังจะเจ๊งทำอย่างไอทีวีบ้าง ลงทุนคิดคำสวยๆคล้ายมีอุดมการณ์ปริ้นลงกระดาษ A4 สามสี่แผ่น ไปยืนรอยื่นให้นายกหน้าทำเนียบ รัฐจะทำยังให้เป็นมาตรฐานเดียวกันหรือไม่ ?

งานนี้เลยไม่รู้ใครโง่กว่าใคร ไอทีวีโง่ รัฐบาลโง่ ผมโง่ หรือ ประชาชนโง่ เพราะเราต้องอยู่ในประเทศที่ถนัดเรื่องโดนหลอกด่าและหลอกแดกกันต่อไปเรื่อยๆทุกคนเลยกลายเป็นคนโง่พอกัน

justtalky





oreo รามเทพ

25 02 2007

วันนี้แวะเข้าไปเว็บ thaisecondhand เจอกระทู้นี้ครับ

“องค์พ่อจาตุคามราคาขึ้นทุกวันค่ะ หากแต่ใครจะมีกำลังซื้อกันเท่าไหร่–สำหรับคนที่มีทุนทรัพย์น้อย–ขอเสนอจาตุคามรุ่น 108ปีท่านขุนพันธ์ปี49 (เป็นรุ่นทำเลียนแบบนะคะเกรดเอ)เราพูดกันตรงๆจะได้ไม่บาป แต่ก็สวยไม่แพ้กับของแท้เลย ถ้าไม่ติดใจกับการใช้กล้องส่องก็ดูแทบไม่ออกค่ะ เราก็เช่าขึ้นคอไว้เหมือนกัน มีให้เช่า 2 องค์สีดำ และขาวพร้อมกรอบและกล่อง ราคาองค์ละ 400 บาทเช่าคู่ 750 มีคาถาบทสวดถึงองค์พ่อให้ด้วยนะคะ–ทุกอย่างอยู่ที่ศรัทธาค่ะ ใครสนใจติดต่อ xxx-xxxxxxx”

วันนี้เลยมีอีกองค์มาเสนอ แค่จุ่มแล้วชิมครีม …ก็อร่อย ไม่ต้องเสียเวลาส่อง

justtalky





อ่านหนังสือให้คนตาบอด

17 02 2007

ไม่ได้เข้ามาเขียนpostที่นี่หลายวันเลยครับ แต่จะบอกว่าไม่ได้เขียนเลยก็คงไม่ถูก เพราะจริงๆแล้วก็เขียนแต่ดันไปpost ที่ apen แล้วลืมที่จะมาpostทิ้งไว้ที่นี่ด้วย

หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอาทิตย์ของความวุ่นวายและไม่สบายใจครับ ซึ่งมันก็ผ่านไปแล้วตอนนี้สบายใจขึ้น สมองเริ่มปลอดโปร่งขึ้นมาอีกครั้งเลยคิดนู่คิดนี่ได้เหมือนเคย

ตอนนี้ผมอยากจะบอกว่าผมปิ๊งไอเดียขึ้นมาอีกแล้วหลังจากดูข่าวน้องเอมี่สาหร่ายถูกธรรมศาสตร์ลงโทษด้วยการให้ไปทำประโยชน์กับสาธารณะชน
ด้วยการบันทึกเสียงอ่านหนังสือให้คนตาบอดได้ฟัง

พอดูข่าวนี้แล้วผมว่ามันดีมาก ดีทั้งภาพสาหร่ายและการให้ไปอ่านหนังสือให้คนตาบอด

ใช่แล้ว..ผมจะเอามั้ง ไม่ใช่จะไปโชว์สาหร่ายนะครับ เพราะผมคงโชว์ไม่ได้ไม่มีชุดแบบนั้นอีกอย่างโชว์ได้คงไม่มีใครอยากดู เลย อยากอ่านหนังสือให้คนตาบอดฟังมากกว่า

อยากทำจริงๆนะครับเหมือนจะสร้างภาพว่าเป็นคนดีมีกุศลมาแจกจ่าย ความจริงแล้วไม่ใช่เลย ผมคิดแค่ว่าไหนๆก็อุตส่าห์ลงทุนซื้อไมค์มาตั้งสามพันกว่าบาทเปิดเว็บนี้ขึ้นมาก็ได้แต่พูดเรื่อยเปื่อยไร้ประโยชน์ สู้เอาเวลาไปทำอะไรให้มันมีคุณค่าบ้างดีกว่าเผื่อผลบุญจะได้หนุนนำชีวิตไม่ให้ต้องซวยมากนัก

แต่ผมจะไม่ทำแค่ พูด-อัด แล้วก้ไปไรท์แจกตามโรงเรียนแผ่นสองแผ่นแค่นั้นหรอกนะครับ

ผมกะจะเปิดเว็บให้คนที่เข้ามาดาวโหลดได้ จะเอาไปฟังเองก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าให้ดีถ้าไม่ลำบากอะไรนักจะช่วยผมไรท์แล้วก็ช่วยเอาไปแจกตามโรงเรียนด้วยอีกแรงก็จะขอบคุณมากครับ เพราะลำพังจะให้ผมพูด แล้วหาทุนมาซื้อแผ่นซีดี มาไรท์แจกให้ทั่วไปเรื่อยๆก็ยังไงอยู่ผมไม่มีทุนทำได้ขนาดนั้น

หากคุณๆกำลังสงสัยว่าผมเป็นบ้าไรขึ้นมาอีก(ต้องมีคนคิดงี้แน่อย่ามาเถียง)ถึงอยากทำแบบนี้
ก็ต้องตอบว่าอยากทำครับ คือผมนึกถึงตอนสมัยเรียนมัธยมที่โรงเรียนผมเค้าจะรับเด็กตาบอดมาเรียนด้วย แล้วมีอยู่วันหนึ่งขณะที่ผมเดินเตร็ดเตร่เหล่สาวอยู่ที่ห้างหลังเลิกเรียนตามสันดาน ก็บังเอิญไปเห็น นักเรียนรุ่นน้องโรงเรียนเดียวกันที่ตาบอดกำลังเดินงงๆ ถือไม้เท้าเคาะคลำทางอยู่ที่ลานกว้างหน้าลิฟท์ เหมือนจับทิศไม่ได้

คือด้วยความที่ไม่ได้เป็นนักเรียนหน้าห้องที่เสื้อไม่เคยหลุดออกนอกกางเกง เป็นแค่เด็กกวนส้นตีนคนหนึ่งนั่งแถวหลังสุดริมประตูคอยแซวสาวอย่างเดียวเลยไม่ได้แสดงความเป็นพระเอก รีบเข้าไปช่วยรุ่นน้องตาบอดแบบอดเสียไม่ได้

ก็เลยยืนดูความเป็นไปของน้องตาบอดที่เคาะไม้ีจังหวะเดียวกับเวลาเคาะชามข้าวรอให้หมาเดินเข้ามากิน หมุนวนรอบตัวเองแบบไม่รู้ทิศรู้ทาง

สักพักด้วยความละอายต่อบาป หมาตัวนั้น เอ้ย ผมก็เลยเดินเข้าไปหาต้นเสียงเคาะนั่น เพราะมันเป็นภาพที่น่าอนาถเสียเหลือเกิน คนตาบอดหมุนรอบตัวเองท่ามกลางหนุ่มสาวหิ้วถุงเดินชอปปิ้งสวนไปสวนมาขวักไขว่เหมือนน้องบอดเป็นอากาศธาตุ…ทำไมถึงไม่มีใครช่วยเลย ..ทำไมต้องให้คนกวนตีนอย่างกูเป็นพระเอกด้วยเหอๆๆ(ล้อเล่นน่ะ)

ผมก็เลยเดินเข้าไปอย่างรุ่นพี่ทาคุมิในหนังสือการ์ตูนตาหวานของญี่ปุ่น ที่ดูแูสนจะเก่งสุดเท่ห์ิเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วทั้งเขตเทศบาล คัท!!!

ภาพตัดกลับมาที่ไอ้นักเรียนมอปลายที่คล้ายกุ๊ยติดยาคนนึงกำลังเดินดุ่ยๆ เหมือนจะเข้าไปทำร้ายคนไม่มีทางสู้ ก่อนจะทักด้วย “น้องจะไปไหนอ่ะ เดี๋ยวพี่พาไป”…เท่ห์สัด เสียดายที่เป็นผู้ชาย ถ้าเป็นผู้หญิงนะมึง ตาบอดก็ตาบอดเหอะ เจองี้ไปคงเก็บผมเอาไปฝันเป็นแน่แท้

น้องตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวว่า

“ผมจะมาซื้อโปสเตอร์เกี่ยวกับ…บลาๆๆๆๆ(จำไม่ได้แระ)”

ผมก็เลยถามต่อว่า

“อ้าวแล้วเพื่อนๆล่ะ”

น้องบอดตอบ

“ผมมาคนเดียว เพื่อนให้มาซื้อ”

“สราดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ” ผมนึกด่าเพื่อนๆน้อง (จริงๆแล้วยุคนั้นคำว่าสราดดดดดยังไม่เป็นที่นิยม ผมเติมเอาเองเพื่อให้ได้อารมณ์ – ผุ้เ้้ขียน)

ผมเลยบอกไม่เป็นไร แถวบ้านพี่มีขายเดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ซื้อไปให้ตอนเช้า(พระเอกมากอ่ะ) บ้านน้องอยู่ไหนล่ะเดี๋ยวพี่ไปส่ง (..แม้แต่คนตาบอดแถมเป็นผู้ชายมันยังจะ…..)

ก้อสรุปสุดท้ายคือ ผมก็นั่งตุ๊กๆไปส่งน้องบอดโชคดีที่ไม่ไกลมาก เพราะยิ่งจนๆอยุ่ตอนนั้น แล้วก็นั่งกลับมาที่ห้างต่อ เพื่อนๆผมเข้าไปนั่งแดกพิซซ่ากันสบายใจเฉิบเหลือแต่ขอบพิซซ่าให้ผมกิน ….สราดดดดดดดดดดดดด(ย้ำยุคนั้นคำว่าสราดดดดดยังไม่เป็นที่นิยม ผมเติมเอาเองเพื่อให้ได้อารมณ์อีกครั้ง – ผุ้เ้้ขียน)

ผมก้ไม่รู้ว่ามันจะเกี่ยวกันไหมนะกับเรื่องที่ผมจะอ่านหนังสือให้คนตาบอดฟัง ผมว่าการให้โอกาสคนเป็นเรื่องดี คนตาดีมีร้านหนังสือแอร์เย็นๆเข้าไปยืนอ่านฟรี คนตาบอดก็น่าจะมีอะไรฟรีมาให้ฟังบ้าง มันไม่เห็นมีไรเสียหายถ้ามีใครอยากจะเอาไอเดียนี้ไปทำมั่งก้ไม่ว่ากันนะครับ ว่าแล้ว ผมคงต้องแวะไปเว็บไทยเซ็กสตอรี่แล้วเผื่อเจอเรื่องดีๆที่น้องบอดเค้าอยากฟัง

justtalky