สิ่งที่ยากกว่าการล้มรัฐบาล

1 07 2008

“ม็อบครั้งนี้กูไม่เห็นด้วยนะ มันไม่เหมือนคราวที่แล้ว แต่กูก็ตอบไม่ได้ว่าจะต้องทำยังไง” เพื่อนผมได้พูดออกมาหลังจากเราคุยงานและเรื่องจิปาถะทั่วไปจนวกกลับมาเข้าเรื่องของการบ้านการเมือง

แน่นอนเป็นคำพูดที่ชวนให้ผมคิดและอยากอธิบายกลับไปแต่ก็เหมือนมีแรงมาเหนี่ยวมารั้งให้ผมเหนื่อยเกินไปที่เอ่ยปาก ผมเองเชียร์สุดใจและเห็นด้วยที่การชุมนุมครั้งนี้ได้เกิดขึ้นด้วยเหตุผลหลายประการ ผมเองเห็นควรที่สุดเพราะคิดว่าถึงเวลาแล้วหรือเรียกได้ว่าสถานการณ์นั้นถูกบ่มจนได้ที่(เน่าได้ที่) ระบบการยกมือในรัฐสภาไม่มีประโยชน์แม้จะมีการตรวจสอบได้จริงแต่ก็ไม่สามารถเอาผิดนักการเมืองที่เอาประโยชน์เข้าตัวจากการเลือกตั้งได้เพราะสุดท้ายพรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่ได้เป็นอิสระที่จะเห็นผิดเป็นผิด เห็นถูกเป็นถูก ยังคงยึดเอาผลประโยชน์ของพรรคตัวเองที่ได้จากการร่วมรัฐบาลเป็นที่ตั้งอยู่ดี

และยิ่งรับไม่ได้คือคณะรัฐมนตรีที่นอกจากจะมีคนตาเหล่แล้วยังนับว่าขี้เหล่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา บางคนบอกว่าทำไมไม่ปล่อยให้ได้ทำงานไปก่อน เพราะเพิ่งผ่านเลือกตั้งมาแค่สี่เดือน หากลองคิดดีๆและมองลึกไปอีกสักหน่อยกลุ่มคนเบื้องหลังที่ชักใยรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมาสี่เดือนแต่เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว ทุกอย่างมุ่งสนองคนและพวกพ้องกลุ่มตัวเอง หรือ มองในมุมกลับแบบใสซื่อ  รัฐบาลชุดนี้แม้จะเกิดขึ้นมาเพียงสี่เดือน แต่ก็พาประเทศฉิบหายมาได้ขนาดนี้ด้วยการปลิ้นปล้อนเล่นแต่สำนวนโวหารโกหกกันแบบหน้าตาเฉย เช่น เรื่องพื้นที่บริเวณเขาพระวิหาร ที่อยู่ดีๆก็แอบงุบงิบยกให้เขมรเพียงเพื่อแลกผลประโยชน์ในเกาะกงและผลโยชน์มหาศาลที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่ซับซ้อนในทะเลให้กับพวกพ้องตัวเอง สี่เดือนยังทำกันได้ขนาดนี้ นานกว่านี้จะทำขนาดไหน ประชาชนอย่างเราๆจะต้องทนดูปาหี่ในสภา ทนฟังรายการป้ายสียกตนข่มท่านพูดข้างเดียวไปกันอีกนานแค่ไหน

นี่คือสภาพความจริงที่คนส่วนใหญ่ก็รับรู้รวมถึงเพื่อนผมด้วย  แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับมองไม่เห็นถึงความสำคัญและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา ยังคงมองแบบตรรกะของคนที่เคยชินกับการดูละครว่า มีคนก่อ มีคนต้าน มีพระเอก มีผู้นำ มีคนที่ชื่นชอบ มีคนที่น่ารังเกียจ  มีตัวละครในเรื่องนี้ต่างๆนานา และสุดท้ายก็มีตอนจบที่มีคนต้องได้รับบทเรียนและถูกลงโทษในที่สุด  ไม่ได้คิดถึงในแง่สิทธิของตัวเอง ไม่ได้ใส่ใจความยุติธรรมในสังคมที่ถูกแทรกแซงจนแทบไม่เหลือ จิตสำนึกถูกสะกิดขึ้นเพียงเพื่อให้รับรู้แต่ไม่คิดที่จะแก้ไข ทำได้มากที่สุดคือวิพากษ์วิจารณ์ตามสังคมแห่งความเห็นที่ตัวเองเสพ มากกว่าจะเข้าใจความจริงที่เกิดขึ้น และหากจะพูดกันแบบละครที่ผู้คนเคยชิน บทเรียนสุดท้ายที่เจ็บปวดที่อยู่ในละครที่ไม่มีวันจบเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกิดกับใครที่ไหนนั่นคือประชาชนอย่างเราๆที่ถูกปล้นไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวนี่เอง 

จนกระทั่งถึง ณ เวลานี้ ผมไม่รู้ว่าเพื่อนผมและคนส่วนใหญ่ของประเทศมีความคิดเห็นยังไงไปบ้างแล้ว แต่ผมรู้แล้วว่า การจะหาเหตุผลและหลักฐานมาพิสูจน์ความไม่เหมาะสมและไม่ชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะลั่นระฆังปลุกผู้คนที่อยู่ในเมืองที่จิตสำนึกกำลังหลับลึก มันยากเสียเหลือเกิน





ฝน

27 06 2008

บางทีฉันต้องถามเธอบ้าง 

ในยามที่เธออยู่ในที่ที่อบอุ่นและแสนสบาย

ในยามที่ฝนพรม ผู้คนลี้หายไปอยู่ตามซอกมุมในสังคม

ฝนหรือเธอ ที่ทำให้ความจริง พร่าเลือน

ฝนหรือใคร ที่เปียกปอน

ใครยังเสพสุข และใครยังทนทุกข์

ยามเธอเปิดฟังเพลงที่เธอชอบ

ฉันกำลังร้องเพลง  ที่มีคนไม่อยากฟัง

….ท่ามกลางสายฝน

…ฝนที่เธอมองไม่เห็น





โอ้ว!!!เมืองพุทธ

25 04 2007

ทุกศาสนามีความเท่าเทียมกันในประเทศนี้ ม็อบผ้าเหลืองที่ออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติจึงดูขัดหูขัดตาและมีเบื้องหน้าเบื้องหลังให้เคลือบแคลงสงสัยมากกว่าที่จะเห็นดีเห็นงาม

มีคนพูดไว้ว่าอย่าพูดเรื่องศาสนาและการเมืองบนโต๊ะอาหารเพราะทั้งสองเรื่องมีความอ่อนไหวต่อการใช้อัตตามาฟาดปากกันทำให้กินอะไรไม่อร่อย แต่ม็อบผ้าเหลืองก็ทำให้ทั้งสองเรื่องรวมเป็นเรื่องเดียวกันและหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกพูดถึงบนโต๊ะอาหาร ..คราวนี้เราจะได้เห็นคนใช้อัตตากันทุกซอกมุมของสังคม …

การเรียกร้องให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งแรก ผมบังเอิญได้ไปเจอเอกสารบางชิ้นที่พุดถึงการเคลื่อนไหวลักษณะนี้ตั้งแต่ตอนเขียนรัฐธรรมนูญปี 40 โดยคราวนั้นก็มีการเรียกร้องให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติลงไปในรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับคราวนี้ นั่นแสดงให้เห็นว่าหากครั้งนี้มีการอ้างเหตุผลเรื่อง3จังหวัดชายแดนภาคใต้อาจจะถูกมองได้ว่าเป็นการหาเหตุผลมาสร้างความชอบธรรมให้กับการเรียกร้องแบบเล่นกระแสโดยไม่สนใจผลที่จะตามมา?

หรือทั้งหมดนี้..เป็นขบวนการดิสเครดิตพุทธศาสนา เพราะภาพที่ออกมานอกจากจะหาเหตุผลที่จะไปเห็นด้วยกับม็อบเหล่านี้ไม่ได้แล้ว ยังมีภาพติดลบต่อม็อบผ้าเหลืองนี้ด้วยซ้ำ คำถามเกิดขึ้นมากมายว่าท่านทำไปเพื่ออะไรเพราะลำพังแค่ออกมาเดินแบบนี้ก็ไม่มีบัญญัติไว้ในหลักธรรมข้อไหนเลย …หรือพูดง่ายๆสิ่งเหล่านี้กำลังจะบอกเราว่าภาพเต้นจ้ำบ๊ะโชว์จิ๋มในงานบวชกับภาพเดินขบวนของพระ ความหมายมันช่างไม่หนีกันเท่าไหร่นั่นคือความเสื่อมที่เกิดขึ้นกับศาสนาพุทธในประเทศไทยจริงๆ

ทิ้งท้ายด้วยคำสัมภาษณ์ที่ทีวีช่องหนึ่งไปพุดคุยกับชาวบ้านเกี่ยวกับประเด็นนี้ มีชาวมุสลิมคนหนึ่งได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า

เค้าไม่รู้ว่าเรื่องนี้ผิดหรือถูกในทางพุทธ แต่เค้าเห็นว่าแทนที่จะเอาเวลามาเรียกร้องให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไปสร้างให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำใจไม่ดีกว่าหรือ

..เป็นไงสะใจไหมล่ะท่านเจ้าคุณทั้งหลาย…





ถึงกระทรวง ICT เรื่องการแก้ปัญหาที่จะจุดไฟให้ลามทุ่งไปมากกว่าเดิม

4 04 2007

จะเรียกว่านี่เป็นรายงานสดก็ได้ เมื่อประมาณ 1 ชั่วโมงที่แล้วผมได้รับโทรศัพท์ให้เข้าไปในเว็บ youtube เพื่อไปดูคลิปที่คนไทยส่วนใหญ่ ไม่น่าจะทำใจรับกันได้  มันเกี่ยวกับการหมิ่นเบื้องสูงอย่างร้ายแรง ที่ถูกนำมาเผยแพร่ในyoutube และก็จริงอย่างที่ว่า เมื่อได้ดูแล้วผมเองรับไม่ได้อย่างแรงถึงการกระทำอันเถื่อนสถุลที่ไม่ได้แสดงออกถึงภูมิปัญญาในการต่อสู้ทางความคิดใดๆเลย

จริงอยู่ที่เราต้องยอมรับความจริงที่ว่า ความหลากหลายทางด้านความคิด ในปัญจุบันสร้างทั้งคนเห็นด้วยและคนไม่เห็นด้วย  ในเรื่องระบอบการปกครองในบ้านเมืองของเรา แต่การดำเนินเกมส์ใต้ดินแล้วโจมตีในลักษณะนี้ไม่ได้สร้างความคิดหรือให้อะไรกับใครเลยนอกเสียจากการมุ่งทำลายแบบไม่ใช้ีเหตุผลถือเป็นเกมส์ชั่วที่มุ่งร้ายทำลายอย่างชัดเจน

ผมเชื่อว่าหากใครได้ดูก็คงรู้สึกอนาถปนเกลียดชังคนที่ทำคลิปนี้ แม้ว่าจะใช้ชื่อใช้นามภาษาเป็นอังกฤษ แต่ลักษณะสไตล์ การตัดต่อคลิปไม่ได้ต่างจาก คลิปมิวสิควิดีโอโจมตี สนธิ ลิ้มทองกุล สนธิ คมช  อภิสิทธิ์  ประชาธิปัตย์ หรือแม้แต่ป๋าเปรม  ที่ชอบมีคนไปโพสให้ดูอยู่ในห้องราชดำเนิน แต่คราวนี้ ผู้ที่ทำคลิปคนนี้ ถึงกับดึงฟ้าต่ำมาย่ำยีแบบไม่เหลือดี กล้าใช้เพลงชาติ มาเล่นแบบเสียๆหายๆ

ผมไม่รู้ว่าคนทำเป็นฝรั่งหรือคนไทยกันแน่ก็ได้แต่ ขอให้วันนึงมันโดนกับตัวเองบ้าง ซึ่งก็น่าจะโดนเพราะเห็นหลายคนก็รุมสาปแช่งแบบนี้ ถ้าเป็นคนไทยขอให้มันโดนหนักเป็นพิเศษกว่าเดิมโทษฐานเสียชาติเกิด ไม่สำนึกในระบบก็ควรสำนึกที่้มีโอกาสใช้อากาศหายใจอยู่ในประเทศนี้บ้าง

หลังจากดูจบผมจึงนั่งหาทางดูว่าคลิปนี้มันน่ามาจากที่ใด เพราะสงสัยมาก แต่พอหาได้ไม่นาน ปรากฏว่าเว็บต้นทาง คือ youtube ถูกบล็อคโดย ICT ไปเป็นที่เรียบร้อย…

ICT เริ่มแก้ปัญหาผิดจุดอีกแล้ว   หลังจากที่บล็อก wordpress ละเมิดสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของผม วันนี้ ก็บล็อกอีก..

ผมเข้าใจว่าหวังดี แต่ระหว่าวิธีแก้ปัญหา  กับเรื่อง สิทธิที่ประชาชนควรได้รับ มันก็ควรคิดไปพร้อมกันด้วยสิ ไม่งั้นวันไหนอยากปิดพี่ ICT ก็จะปิดมันง่ายๆ แบบนี้ไม่ถูกต้องเท่าไหร่

อย่างปัญหาวันนี้ ผมเข้าใจว่าเป็นปัญหาที่เสี่ยงมาก ถ้าปล่อยไว้อาจจะเป็นปัญหาระหว่างประเทศไปเลย   ผมเห็นด้วยที่ICTจะเข้ามาดูแลตรงนี้ แต่ ไม่ใช่มาทำอะไรด้วยวิธีที่จะทำให้ประชาชนเดือดร้อน  คนเค้าตั้งคำถามว่า ทำไมถึงไม่ บล็อคเฉพาะส่วนที่เป็นปัญหา แล้วเลือกที่จะแจ้งyoutube ถึงการกระทำที่อาจจะสร้างความไม่พอใจกันระหว่างประเทศในภายหลัง ICTไม่มีอำนาจที่จะติดต่อไปที่เว็บyoutube ได้เลยหรือ? กระทรวงต่างประเทศ ยกหูข้ามทวีปกดดันพูดคุยเจรจาในเรื่องนี้ให้จบลงอย่างเงียบๆ ในเวลาอันสั้นไม่ได้เชียวหรือ

ยิ่ง ICT บล็อก youtube ก็ยิ่งเป็นเครื่องหมายคำถามอันใหญ่ที่ปาใส่หน้าคนที่เข้าเว็บ youtube ว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้นคนก็จะตามหาสาเหตุกันให้จ้าล่ะหวั่น  แล้วขอโทษนะครับ การที่คุณบล็อค youtube ไม่ได้หมายความว่า ปัญหาจะหมดไป กว่าคุณจะมาบล็อคคนเข้าเข้าไปดูเป้นพันๆหมื่นๆแล้ว  และมันต้องมีคนที่ดาวน์โหลดเก็บคลิปนี้เอาไวจะด้วยความหวังดีหรือต้องการให้คนเอาไปดูต่อหรืออะไรก็ตามแต่ ถึงตอนนั้น คุณต้องบล้อคอีกกี่เว็บ..? กี่เว็บครับ ..ทำแบบนี้สื่อต่างประเทศถามคุณ..คุณจะตอบว่าอย่างไร ..ยิ่งสื่อถาม ก็ยิ่งสร้างความเสียหายไปมากกว่าเดิม…เข้าทางคนสร้างคลิปนี้ ที่ใช้หลัก VIRAL MARKETING..เป๊ะ!

พูดแล้วก็เซ็ง ผมละเหนื่อยหน่ายกับรัฐบาลนี้จริงๆ

ถ้าถามผมว่าใครเป็นคนทำ ใครเป็นคนวางแผน  ผมอยากตอบ(ในความเห็นของผม)ให้เป็นคำถามทิ้งท้ายให้คิดกันเล่นๆก็แล้วกัน

ใครกัน ชอบเล่นกับวิดีโอคลิปในช่วงนี้

ใครกันที่ชอบเล่นกับyoutube จน ICT ต้องเสียรู้ไปหลายรอบ

ใครกันที่เก่งเรื่องการตลาด วางแผนอย่างแยบยล

ใครกัน …ผมว่าถ้าไม่ใช่คนที่ไม่เกลียดประเทศไทยจริงๆ มันก็คนน่าจะเป็นคนนั้นแหละครับ..





หรือว่าITV คือสื่อผู้มีอิทธิพลต่อรัฐตัวจริง

8 03 2007

ผมเฝ้าดูเหตุการณ์ของITV มาตลอดหลายวัน จนมาถึงวันนี้ผมคงต้องกล่าวสั้นๆว่า “ผิดหวัง” กับการตัดสินใจในการแก้ปัญหานี้ของรัฐ

ไม่อยากจะเชื่อว่า กลุ่มคนที่ไม่กล้าแม้จะตอบคำถามถึงสาเหตุของการทำผิดขององค์กรตน แล้วใช้สื่อและเวลาที่เหลือปลุกระดมเอาดีเข้าตัวโยนชั่วให้คนอื่น ถึงมีอิทธิพลต่อรัฐบาลได้ขนาดนี้

งานนี้ผมไม่โทษITVเพราะนั่นคือสิทธิ์ที่เขาจะปกป้องตัวเองจนถึงที่สุด(แม้ว่าจะใช้วิธีที่ดูน่ารังเกียจก็ตาม) …แต่ความเข้าใจและความเชื่อถือที่มีต่อรัฐบาล ดูเหมือนมันจะเริ่มเลือนลางลงไปทุกที

โดยเฉพาะกับนายกรัฐมนตรี ท่านจะรู้ตัวรึยังว่า ท่านเริ่ม ชกอยู่กับลม ชนอยู่ในอากาศ 

นอกจากจะว่างเปล่าในเรื่องความเชื่อถือแล้ว ประชาชนเริ่มเบนเข็มความสงสัยมาที่การวางท่าทีที่ผิดปกติของท่านแล้ว

คงต้องยกคำพระมาพูดปลอบใจตัวเองแล้วว่า กรรมมันส่อเจตนา ในที่สุด

 … ไม่รู้คำขอโทษ ที่ท่านให้ต่อพนักงาน ITV เมื่อวันก่อน ..ท่านจะมีให้  พนังงาน รสพ. หรือ ครู ทหารทางใต้ หรือไม่  แต่คงไม่มีใครรอฟังเท่าไหร่แล้วล่ะ ชาวบ้านเริ่มทำใจกันแล้ว

คงต้องโทษว่าเป็นความโชคร้ายของชะตาชีวิตเหมือนในละครน้ำเน่า  ที่พนักงาน รสพ. ที่ไม่มีไมค์ให้ถือ  ครูและครอบครัวทหารใต้ไม่มีสื่อให้ปลุกระดมต่อรอง เราคงได้แต่ขอให้คุณสู้ต่อไป(แล้วอย่าลืมเสียภาษีเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในงบให้กรมประชาสัมพันธ์ล่ะ)

ปิดท้ายด้วยการเสนอให้ พนักงานITVสร้างเหรียญจาตุคามรุ่น กิตติ นักข่าวคนดัง  จำหน่ายจ่ายแจกแก่พนักงาน เพราะเขาศักดิ์สิทธิ์จริงๆ  แค่เดินถือกระดาษ สามสี่ใบขอคำสัญญากับนายก  อะไรๆก็ได้ดั่งใจคิด ช่างง่ายดายจริงๆ

สวัสดีประเทศไทย