อ่านหนังสือให้คนตาบอด

17 02 2007

ไม่ได้เข้ามาเขียนpostที่นี่หลายวันเลยครับ แต่จะบอกว่าไม่ได้เขียนเลยก็คงไม่ถูก เพราะจริงๆแล้วก็เขียนแต่ดันไปpost ที่ apen แล้วลืมที่จะมาpostทิ้งไว้ที่นี่ด้วย

หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาเป็นอาทิตย์ของความวุ่นวายและไม่สบายใจครับ ซึ่งมันก็ผ่านไปแล้วตอนนี้สบายใจขึ้น สมองเริ่มปลอดโปร่งขึ้นมาอีกครั้งเลยคิดนู่คิดนี่ได้เหมือนเคย

ตอนนี้ผมอยากจะบอกว่าผมปิ๊งไอเดียขึ้นมาอีกแล้วหลังจากดูข่าวน้องเอมี่สาหร่ายถูกธรรมศาสตร์ลงโทษด้วยการให้ไปทำประโยชน์กับสาธารณะชน
ด้วยการบันทึกเสียงอ่านหนังสือให้คนตาบอดได้ฟัง

พอดูข่าวนี้แล้วผมว่ามันดีมาก ดีทั้งภาพสาหร่ายและการให้ไปอ่านหนังสือให้คนตาบอด

ใช่แล้ว..ผมจะเอามั้ง ไม่ใช่จะไปโชว์สาหร่ายนะครับ เพราะผมคงโชว์ไม่ได้ไม่มีชุดแบบนั้นอีกอย่างโชว์ได้คงไม่มีใครอยากดู เลย อยากอ่านหนังสือให้คนตาบอดฟังมากกว่า

อยากทำจริงๆนะครับเหมือนจะสร้างภาพว่าเป็นคนดีมีกุศลมาแจกจ่าย ความจริงแล้วไม่ใช่เลย ผมคิดแค่ว่าไหนๆก็อุตส่าห์ลงทุนซื้อไมค์มาตั้งสามพันกว่าบาทเปิดเว็บนี้ขึ้นมาก็ได้แต่พูดเรื่อยเปื่อยไร้ประโยชน์ สู้เอาเวลาไปทำอะไรให้มันมีคุณค่าบ้างดีกว่าเผื่อผลบุญจะได้หนุนนำชีวิตไม่ให้ต้องซวยมากนัก

แต่ผมจะไม่ทำแค่ พูด-อัด แล้วก้ไปไรท์แจกตามโรงเรียนแผ่นสองแผ่นแค่นั้นหรอกนะครับ

ผมกะจะเปิดเว็บให้คนที่เข้ามาดาวโหลดได้ จะเอาไปฟังเองก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าให้ดีถ้าไม่ลำบากอะไรนักจะช่วยผมไรท์แล้วก็ช่วยเอาไปแจกตามโรงเรียนด้วยอีกแรงก็จะขอบคุณมากครับ เพราะลำพังจะให้ผมพูด แล้วหาทุนมาซื้อแผ่นซีดี มาไรท์แจกให้ทั่วไปเรื่อยๆก็ยังไงอยู่ผมไม่มีทุนทำได้ขนาดนั้น

หากคุณๆกำลังสงสัยว่าผมเป็นบ้าไรขึ้นมาอีก(ต้องมีคนคิดงี้แน่อย่ามาเถียง)ถึงอยากทำแบบนี้
ก็ต้องตอบว่าอยากทำครับ คือผมนึกถึงตอนสมัยเรียนมัธยมที่โรงเรียนผมเค้าจะรับเด็กตาบอดมาเรียนด้วย แล้วมีอยู่วันหนึ่งขณะที่ผมเดินเตร็ดเตร่เหล่สาวอยู่ที่ห้างหลังเลิกเรียนตามสันดาน ก็บังเอิญไปเห็น นักเรียนรุ่นน้องโรงเรียนเดียวกันที่ตาบอดกำลังเดินงงๆ ถือไม้เท้าเคาะคลำทางอยู่ที่ลานกว้างหน้าลิฟท์ เหมือนจับทิศไม่ได้

คือด้วยความที่ไม่ได้เป็นนักเรียนหน้าห้องที่เสื้อไม่เคยหลุดออกนอกกางเกง เป็นแค่เด็กกวนส้นตีนคนหนึ่งนั่งแถวหลังสุดริมประตูคอยแซวสาวอย่างเดียวเลยไม่ได้แสดงความเป็นพระเอก รีบเข้าไปช่วยรุ่นน้องตาบอดแบบอดเสียไม่ได้

ก็เลยยืนดูความเป็นไปของน้องตาบอดที่เคาะไม้ีจังหวะเดียวกับเวลาเคาะชามข้าวรอให้หมาเดินเข้ามากิน หมุนวนรอบตัวเองแบบไม่รู้ทิศรู้ทาง

สักพักด้วยความละอายต่อบาป หมาตัวนั้น เอ้ย ผมก็เลยเดินเข้าไปหาต้นเสียงเคาะนั่น เพราะมันเป็นภาพที่น่าอนาถเสียเหลือเกิน คนตาบอดหมุนรอบตัวเองท่ามกลางหนุ่มสาวหิ้วถุงเดินชอปปิ้งสวนไปสวนมาขวักไขว่เหมือนน้องบอดเป็นอากาศธาตุ…ทำไมถึงไม่มีใครช่วยเลย ..ทำไมต้องให้คนกวนตีนอย่างกูเป็นพระเอกด้วยเหอๆๆ(ล้อเล่นน่ะ)

ผมก็เลยเดินเข้าไปอย่างรุ่นพี่ทาคุมิในหนังสือการ์ตูนตาหวานของญี่ปุ่น ที่ดูแูสนจะเก่งสุดเท่ห์ิเป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วทั้งเขตเทศบาล คัท!!!

ภาพตัดกลับมาที่ไอ้นักเรียนมอปลายที่คล้ายกุ๊ยติดยาคนนึงกำลังเดินดุ่ยๆ เหมือนจะเข้าไปทำร้ายคนไม่มีทางสู้ ก่อนจะทักด้วย “น้องจะไปไหนอ่ะ เดี๋ยวพี่พาไป”…เท่ห์สัด เสียดายที่เป็นผู้ชาย ถ้าเป็นผู้หญิงนะมึง ตาบอดก็ตาบอดเหอะ เจองี้ไปคงเก็บผมเอาไปฝันเป็นแน่แท้

น้องตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงหวาดกลัวว่า

“ผมจะมาซื้อโปสเตอร์เกี่ยวกับ…บลาๆๆๆๆ(จำไม่ได้แระ)”

ผมก็เลยถามต่อว่า

“อ้าวแล้วเพื่อนๆล่ะ”

น้องบอดตอบ

“ผมมาคนเดียว เพื่อนให้มาซื้อ”

“สราดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด ” ผมนึกด่าเพื่อนๆน้อง (จริงๆแล้วยุคนั้นคำว่าสราดดดดดยังไม่เป็นที่นิยม ผมเติมเอาเองเพื่อให้ได้อารมณ์ – ผุ้เ้้ขียน)

ผมเลยบอกไม่เป็นไร แถวบ้านพี่มีขายเดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ซื้อไปให้ตอนเช้า(พระเอกมากอ่ะ) บ้านน้องอยู่ไหนล่ะเดี๋ยวพี่ไปส่ง (..แม้แต่คนตาบอดแถมเป็นผู้ชายมันยังจะ…..)

ก้อสรุปสุดท้ายคือ ผมก็นั่งตุ๊กๆไปส่งน้องบอดโชคดีที่ไม่ไกลมาก เพราะยิ่งจนๆอยุ่ตอนนั้น แล้วก็นั่งกลับมาที่ห้างต่อ เพื่อนๆผมเข้าไปนั่งแดกพิซซ่ากันสบายใจเฉิบเหลือแต่ขอบพิซซ่าให้ผมกิน ….สราดดดดดดดดดดดดด(ย้ำยุคนั้นคำว่าสราดดดดดยังไม่เป็นที่นิยม ผมเติมเอาเองเพื่อให้ได้อารมณ์อีกครั้ง – ผุ้เ้้ขียน)

ผมก้ไม่รู้ว่ามันจะเกี่ยวกันไหมนะกับเรื่องที่ผมจะอ่านหนังสือให้คนตาบอดฟัง ผมว่าการให้โอกาสคนเป็นเรื่องดี คนตาดีมีร้านหนังสือแอร์เย็นๆเข้าไปยืนอ่านฟรี คนตาบอดก็น่าจะมีอะไรฟรีมาให้ฟังบ้าง มันไม่เห็นมีไรเสียหายถ้ามีใครอยากจะเอาไอเดียนี้ไปทำมั่งก้ไม่ว่ากันนะครับ ว่าแล้ว ผมคงต้องแวะไปเว็บไทยเซ็กสตอรี่แล้วเผื่อเจอเรื่องดีๆที่น้องบอดเค้าอยากฟัง

justtalky





วันแรกของวันต่อไป

14 02 2007


จะว่าไปก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนักหลังจากตัดสินใจออกจากงานใหม่สู่งานเดิมและวิถีแบบเดิม ความรู้สึกที่ไม่ยินดีและไม่ยินร้ายเหมือนครั้งที่ได้งานใหม่กับคราที่ต้องกลับมาทำงานเก่าที่เดิมไม่ต่างกัน คือไม่ได้รู้สึกสูญเสียหรือได้อะไรกลับคืนมาเป็นพิเศษ เว้นแต่ว่าค่อนข้างจะห่วงคนที่มองเราอยู่รอบข้างด้วยความหวังดีว่าบทบาทที่ผมเล่นทำไมจึงดูโกลาหลไม่นิ่งเหมือนชาวบ้าน ทั้งๆที่ผมเองกลับไม่ได้รู้สึกอะไรเลย มีคนที่เขาย่ำแย่กว่าผมก็อีกมาก ผมก็ยังอยู่โลกใบเดิมที่ยังเปลี่ยนแปลงอะไรไปกว่าเก่ามากนัก

ตอนนี้ผมมีความคิดเรื่องจะทำอะไรในโลกออนไลน์อย่างจริงจังมากขึ้น หลังจากล่าสุดได้ทดลองทำการขอ ad sense กะเขาครั้งแรกได้สำเร็จ(คนอื่นเค้าทำกันไปถึงไหนแล้ว) ล่าสุดกับบล็อค a pen (ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับ a day ทั้งสิ้น) ขออธิบายง่ายๆว่า a pen คือการรวมกลุ่มของคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นทั้งนักข่าว นักเขียน ช่างภาพ ที่มีblogของตัวเองอยู่แล้ว แต่ต้องการรวม content ที่postล่าสุดของแต่ละคนมาไว้ที่เดียวเพื่อสร้างความหลากหลายให้กับผู้ตามอ่าน ในอีกทางหนึ่งมันก็เป็นประตูบานหนึ่งที่จะทำให้คนอ่านตามไปอ่านในของแต่ละคนอีกด้วย.

อย่างที่บอกวันนี้เป็นวันแรกของวันต่อไป ผมก็ยังอยากจะเริ่มทำอะไรต่อไปด้วยความสุขแม้ว่าสองวันก่อนจะเดินกลับบ้านด้วยความล้าแบบไม่มีเหตุผล แต่อย่างน้อยๆก็บอกตัวเองได้ว่า ต่อไปนี้ความสุขเป็นต้นทุนอย่างหนึ่งที่ผมควรหยิบมาคำนวนความเสี่ยงด้วยซะแล้ว