กรณี iTV บอกอะไรเราบ้าง?

12 03 2007

ข้อแรกที่ชัดๆเลยก็คือ สื่อทีวีเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งที่สุดทั้งในอดีตและปัจจุบัน ถึงแม้ว่าความนิยมในสื่อประเภทอื่น โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตจะมีสูงขึ้นมากแล้ว แต่อิทธิพลของสื่อทีวีก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลย ตรงกันข้าม กลับยิ่งมีมากขึ้นทบเท่าทวีคูณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ในมือของคนที่ “เล่นเป็น”

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ภาพการร้องห่มร้องไห้ปานทำนบแตกกลางจอในช่วง 48 ชั่วโมงทอง (ของคน iTV) นั้นได้สร้างความเห็นใจและสะเทือนใจต่อผู้ชมทั่วประเทศจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนนี้ย่อมมีผู้มีอำนาจในรัฐบาลรวมอยู่ด้วย จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้ (ยิ่ง) ใหญ่หลายๆคนจะพยายามหาทางช่วยเหลือเหล่าพนักงาน iTV กันเต็มที่ ชนิดที่อดีตพนักงานร.ส.พ.-องค์การอุตสาหกรรมฟอกหนัง-แบงก์บีบีซี-56 ไฟแนนซ์-โรงงานไทยเกรียง และอื่นๆอีกมากมาย (อาทิ ข้าราชการและประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เด็กนักเรียนที่โรงเรียนถูกเผา ชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปีที่แล้ว ฯลฯ) จะได้แต่มองตาปริบๆ

เพราะฉะนั้น ขอแนะนำต่อประชาชนชาวไทยผู้ที่เดือดร้อนทั้งหลายว่า การจะเรียกร้องความช่วยเหลือจากภาครัฐให้ได้ผลนั้นควรอย่างยิ่งที่จะมีสื่อเป็นของตัวเอง และสื่อนั้นควรจะเป็นสื่อทีวี ถ้าจะให้ดีควรจะรวบรวมเงินทองที่มีเอามาเช่าเวลารายการทีวีสัก 48 ชั่วโมง (เพราะพนักงาน iTV เขาใช้เวลาไปเท่านี้ก็เห็นผล) มานั่งพูดถึงคุณงามความดีของทุกท่านในอดีตที่ผ่านมา นั่งบีบน้ำตาร้องห่มร้องไห้ให้ท่วมจอ รับรองไม่มีพลาด

ข้อสอง ในฐานะที่ผมเป็นคนเชื่อเรื่องบุญเก่ากรรมเก่า เหตุการณ์ iTV ที่เกิดขึ้นทำให้ผมเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า ชาติที่แล้วคนไทย 70 ล้านคนคงได้ร่วมกันกระทำบาปอย่างใดอย่างหนึ่งต่อพนักงาน iTV ทั้ง 1,010 คนพร้อมๆกัน จนทำให้ในชาตินี้เราทั้ง 70 ล้านคนจึงต้องมาชดใช้ในผลกรรมที่ทำเอาไว้ในชาติที่แล้วด้วยกัน (แต่จนแล้วจนรอดผมก็ยังนึกไม่ออกว่าจะมีกรรมไหนหนอที่คน 70 ล้านคนสามารถกระทำร่วมกันได้)

ข้อสาม ผมเพิ่งรู้คราวนี้เองว่า อาการ “หน้าด้าน” นั้นเป็นโรคติดต่อ โดยที่เริ่มจากไอ้หน้าเหลี่ยมและพลพรรคใกล้ชิด จากนั้นจึงลามมาสู่เหล่าพนักงาน iTV ที่อาศัยอยู่ในตึกเดียวกัน มีไอ้หน้าเหลี่ยมเป็นผู้ถือหุ้น มีพรรคพวกไอ้หน้าเหลี่ยมเป็นผู้บริหาร อาการ “หน้าด้าน” ก็เลยลามมาติดและระบาดไปถ้วนทั่วทุกตัวคนเช่นนี้

เพราะฉะนั้น หากคนใกล้ชิดคุณเริ่มแสดงอาการ “หน้าด้าน” โปรดระวังระวังตัว อย่าอยู่ใกล้ชิด มิเช่นนั้นคุณอาจติดอาการ “หน้าด้าน” ไปอีกคน

เราเตือนคุณแล้ว…

podduang





ยังจำ ‘ต้อม photomind’ ได้ไหม?

12 03 2007

ใช่ครับ ช่างภาพคนที่ถ่ายรูปด้วยมุมมองที่แตกต่าง ถึงขนาดต้องนอนถ่ายอยู่แทบเท้าผู้บริหารคนนั้นแหละครับ วันนี้ผมเอารูปจากการนอนถ่ายวันนั้นของมันมาให้ดู

ผลงาน ต้ม photomind

อย่าลืมนะครับ ถ้าชอบรูปของมันก็แวะไปดูได้ที่นี่ แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้นช่วยแนะนำหรือบอกต่อกันไปด้วย เผื่อจะมีคนใจป้ำยอมควักตังค์ซื้อรูป มันจะได้มีกล้องเป็นของตัวเองซักที

podduang





taxi หน้าสยาม ยามค่ำคืน

11 03 2007

ต่อไปนี้ขึ้นแท็กซี่ หากได้ยินคำบ่นจากคนขับว่าหาเงินไม่ได้คงไม่ค่อยอยากจะเห็นใจอีกแล้ว คลิปที่ท่านได้ดูคือคลิปที่ถ่ายเล่นๆไว้เมื่อคืนวันศุกร์ที่หน้าสยาม คืนที่ใครๆก็ออกมาเที่ยวเตร่ก่อนวันหยุดปลายสัปดาห์

ขณะกำลังต้องการจะกลับบ้านผมกับเพื่อนจึงเดินหาแท็กซี่ ซึ่งมี”รถว่าง”รอรับแขกอยู่เต็มถนน แต่แล้วผมก็ค้นพบว่า แท็กซี่กลุ่มนี้ไม่คิดอยากจะรับลูกค้าที่เรียกสักคัน …ทำเอางงมาก

ผมเห็นคนรอเรียกแท็กซี่เกาะกลุ่มเป็นจุดๆ ตั้งแต่โค้งโบนันซ่า ไปยัน หน้าลิโด้ เราเรียกแท็กซี่กี่คันๆก็ไม่มีคันไหนไปเลย ..สงสัยไหมว่าเพราะอะไร

เพราะแท็กซี่เหล่านี้ไม่คิดจะรับลุกค้า ที่ไปไกลๆนะสิ

เราลองคาดอัตราส่วนจากเหตุการณ์นี้แบบง่ายๆดูกันดีกว่า

ในแท็กซี่ 10 คันต้องการรับ ผู้โดยสารที่จะไปใกล้ละแวกนั้น น่าจะประมาณ 9 คัน อีกคันนึงเรียกไปไหนก็ไป

ในขณะเดียวกัน จากที่ผมได้สังเกตุ ไม่มีแท็กซี่คันไหนได้รับผู้โดยสารเลย นั่นหมายถึง ผู้โดยสารไม่มีใครต้องการเรียกแท็กซี่ไปส่งใกล้ๆอย่างที่ต้องการ มีแต่อยากเรียกเพื่อไปไกลๆทั้งนั้น

อุปสงค์ก็สูงอุปทานก็สูง …แต่กลับไม่สร้างรายได้ เพียงเพราะความเชื่องี่เง่าของแท็กซี่ที่คิดว่าได้ลุกค้าที่ไปใกล้ๆแล้วสามารถวนมารับที่หน้าสยามได้อีกรอบ

…คำถามง่ายๆเกิดขึ้นว่า ….แล้วคนที่รอเรียกเพื่อให้แท็กซี่ไปส่งในละแวกนั้นมันจะมีสักกี่เปอร์เซ็นกันเชียวเมื่อเทียบลูกค้าที่ต้องการไปไกลๆ ยิ่งพอมีแท็กซี่คิดงี่เง่าแบบนี้เหมือนกันหมด(ซึ่งจริงๆก็เป็นอย่างนั้น) เท่ากับว่า แท็กซี่เหล่านั้นต้องแย่งกันเพื่อหาลุกค้า กลุ่มที่ต้องการไปใกล้ …เพื่อให้ได้เงิน น่าจะไม่เกิน 80บาทต่อเที่ยว …ตลกไหม?

แล้วเราลองวิเคราะห์เส้นทางที่แท็กซี่ต่อคิวหาผู้โดยสารจากทำเลนี้

คนจะเริ่มเรียกหาแท็กซี่จากฝั่งตรงข้ามพารากอน หรือหน้าลิโด้นั่นเอง จะยาวไปถึง หน้ามาบุญครอง

เพราะฉนั้น แท็กซี่ก็จะรอคิวกันเยอะ..แต่ไม่รับเพราะเลือกลูกค้าอย่างที่บอก …ลองจินตนาการสิครับ อุตสาห์เปิดแก๊สขยับทีละนิดๆทำชาวบ้านรถติดแล้วไม่ได้ลุกค้าจนสุดทำเลโปรโมชั่นคือหน้ามาบุญครอง ….เลยไปก็เป็นจุฬาที่เงียบอย่างกับอะไรดี คิดดูสิอุตส่าห์ต่อคิวติดตั้งนานสุดท้ายก็ได้ขับรถเปล่าวนไปที่อื่นในที่สุด

ก็เป็นซะแบบนี้แล้วก็ดันบ่นว่าหาเงินกันไม่ได้…เห้อออ

justtalky





บอกมาสิความจริงคืออะไร

9 03 2007

เพิ่งอ่านข่าวเรื่อง เมื่อวีรชนกลายเป็นผู้ต้องหา  จบทำให้ผมคิดถึงประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาที่เคยเรียนสมัยยังละอ่อน

ผมนึกถึงตอนที่เราพ่ายแพ้แก่กองทัพพม่ารามัญ เพราะเหตุผลเพียงว่า กษัตริย์สมัยนั้น(ขออภัยจำชื่อไม่ได้) ไม่ยอมให้ยิงปืนใหญ่ต้านศัตรู เพราะกลัวเสียงของปืนใหญ่จะทำให้นางสนมตกใจ..

…อ่านข่าวแล้วกลับไปคิดถึงเหตุการณ์นั้นซะงั้น

เคยสงสัยกันไหมว่าใครเขียนบันทึกต่างๆของประวัติศาสตร์ บันทึกนั้นเชื่อได้แค่ไหน ..ผู้บันทึกในแต่ละยุคสมัยเขียนความจริงที่เป็นความจริง หรือฟังเรื่องเล่าที่ถ่ายทอดกันมาเป็นช่วง  …แล้วผู้เขียนบันทึก จะตกอยู่ในอิทธิพลของสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้หรือไม่

อย่างเรื่องที่ว่า ไม่ให้ยิงปืนใหญ่เพราะกลัวนางในวังจะตกใจ ถ้าบอกกันตรงๆผมเองก็รู้สึกว่า มันดูเหมือนบทละครมากกว่าที่จะเกิดขึ้นจริง เพราะไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่เลย  …แต่ยังไงก็เถอะ พอมาถึงยุคนี้เราก็ถูกให้ท่องจำ และเชื่อแบบนี้ตั้งแต่เด็กเพราะว่ามันอยู่ในหนังสือเรียนที่ออกสอบ

กลับมาดูเรื่องข่าวข้างบน แล้วลองจินตนาการไปในอนาคต ..ข่าวนี้จะเขียนบันทึกประวัติศาสตร์ได้แบบไหนบ้าง อาจจะถูกเขียนว่า ทหารแพะซวยโดนรัฐยัดข้อหาฆ่าคนตายทั้งที่ทำหน้าที่ป้องกันประเทศ อย่างที่เป็นข่าว หรืออาจจะเป็น รัฐบาลลงโทษทหารเลวใช้อำนาจถือปืนฆ่าชาวบ้านอย่างเลือดเย็น   อีกสารพัดจะเขียน  แบบนี้จะสรุปง่ายๆได้ไหมว่า จริงๆแล้ว(- - ”)   คำว่า “ความจริง” มันหามาตรฐานไม่ได้เลย(จริงๆ)





หรือว่าITV คือสื่อผู้มีอิทธิพลต่อรัฐตัวจริง

8 03 2007

ผมเฝ้าดูเหตุการณ์ของITV มาตลอดหลายวัน จนมาถึงวันนี้ผมคงต้องกล่าวสั้นๆว่า “ผิดหวัง” กับการตัดสินใจในการแก้ปัญหานี้ของรัฐ

ไม่อยากจะเชื่อว่า กลุ่มคนที่ไม่กล้าแม้จะตอบคำถามถึงสาเหตุของการทำผิดขององค์กรตน แล้วใช้สื่อและเวลาที่เหลือปลุกระดมเอาดีเข้าตัวโยนชั่วให้คนอื่น ถึงมีอิทธิพลต่อรัฐบาลได้ขนาดนี้

งานนี้ผมไม่โทษITVเพราะนั่นคือสิทธิ์ที่เขาจะปกป้องตัวเองจนถึงที่สุด(แม้ว่าจะใช้วิธีที่ดูน่ารังเกียจก็ตาม) …แต่ความเข้าใจและความเชื่อถือที่มีต่อรัฐบาล ดูเหมือนมันจะเริ่มเลือนลางลงไปทุกที

โดยเฉพาะกับนายกรัฐมนตรี ท่านจะรู้ตัวรึยังว่า ท่านเริ่ม ชกอยู่กับลม ชนอยู่ในอากาศ 

นอกจากจะว่างเปล่าในเรื่องความเชื่อถือแล้ว ประชาชนเริ่มเบนเข็มความสงสัยมาที่การวางท่าทีที่ผิดปกติของท่านแล้ว

คงต้องยกคำพระมาพูดปลอบใจตัวเองแล้วว่า กรรมมันส่อเจตนา ในที่สุด

 … ไม่รู้คำขอโทษ ที่ท่านให้ต่อพนักงาน ITV เมื่อวันก่อน ..ท่านจะมีให้  พนังงาน รสพ. หรือ ครู ทหารทางใต้ หรือไม่  แต่คงไม่มีใครรอฟังเท่าไหร่แล้วล่ะ ชาวบ้านเริ่มทำใจกันแล้ว

คงต้องโทษว่าเป็นความโชคร้ายของชะตาชีวิตเหมือนในละครน้ำเน่า  ที่พนักงาน รสพ. ที่ไม่มีไมค์ให้ถือ  ครูและครอบครัวทหารใต้ไม่มีสื่อให้ปลุกระดมต่อรอง เราคงได้แต่ขอให้คุณสู้ต่อไป(แล้วอย่าลืมเสียภาษีเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในงบให้กรมประชาสัมพันธ์ล่ะ)

ปิดท้ายด้วยการเสนอให้ พนักงานITVสร้างเหรียญจาตุคามรุ่น กิตติ นักข่าวคนดัง  จำหน่ายจ่ายแจกแก่พนักงาน เพราะเขาศักดิ์สิทธิ์จริงๆ  แค่เดินถือกระดาษ สามสี่ใบขอคำสัญญากับนายก  อะไรๆก็ได้ดั่งใจคิด ช่างง่ายดายจริงๆ

สวัสดีประเทศไทย





สิ่งที่พนักงาน iTV ไม่เคยพูด

7 03 2007

ถ้าคุณเปิดดู iTV ช่วงสัปดาห์นี้ คุณจะได้ยินได้ฟังเรื่องราวและสิ่งดีๆต่างๆมากมายที่สถานีโทรทัศน์แห่งนี้มีต่อสังคม พร้อมกันนี้ก็ยังมีการพร่ำพรรณาถึงข้อเสียทั้งหลายทั้งปวงหากภาครัฐเดินหน้าปิด iTV เข้าจริงๆ มิพักต้องพูดถึงการออกมาอ้างสิทธิในการรับรู้ข่าวสารแทนประชาชน (โดยที่ลืมไปว่าประเทศไทยยังมีสถานีโทรทัศน์ช่องอื่นให้ดู มีหนังสือพิมพ์อีกมากฉบับให้อ่าน มีวิทยุอีกนับร้อยคลื่นให้ฟังและยังสามารถรับรู้ข่าวสารจากอินเทอร์เน็ตได้อีก)

ฟังดูแล้วก็ชวนให้เคลิ้มแกมสงสารพนักงาน iTV ที่จะต้องตกงาน…

แต่สิ่งหนึ่งที่คุณจะไม่ได้ยินออกมาจากปากของเหล่าพนักงาน iTV กันเลยก็คือ การออกจากงานครั้งนี้เขามีเงินติดกระเป๋ากันเป็นแสนนะครับ เพราะข่าวที่ออกมาตามสื่อแห่งอื่นระบุว่า ทาง iTV ได้เตรียมเงินสำหรับจ่ายชดเชยให้กับพนักงานที่ถูกเลิกจ้างเป็นจำนวนประมาณ 200 ล้านบาท

ถ้าเอาจำนวนพนักงาน iTV 1,010 คนมาหาร 200 ล้านบาท เท่ากับว่าแต่ละคนจะได้รับเงินชดเชยโดยเฉลี่ย 198,019 บาท เกือบ 2 แสนนะครับ ทำไมไม่มีใครเอ่ยปากเรื่องนี้กันเลยสักแอะ.. แบ๊ะ แบ๊ะ กันหมด

ดูรายละเอียดจากข่าวนี้

แล้วก็ไม่ใช่ว่าคุณจะหมดโอกาสหางานหาการทำอีกแล้วในชีวิตนี้ เพราะความรู้ความสามารถที่คุณมีก็ยังเอาไปสมัครงานได้ สถานีโทรทัศน์ช่องใหม่ที่จะเปิดขึ้นมาแทน iTV ก็จะมีความต้องการบุคลากรด้านนี้ พวกคุณก็ยังสามารถมาสมัครงานกันใหม่ได้ ไม่มีใครเข้ากาหัวเอาไว้ว่าไม่รับคน iTV เพียงแต่ต้องทำให้ถูกต้องเท่านั้นเอง เรื่องแค่นี้ทำไมไม่เข้าใจ

หรือว่าเงินแสนเงินล้านมันบังตาอยู่?

podduang





เราควรอิจฉาITV

7 03 2007

ตามชื่อหัวข้อเลยครับ

จริงๆแล้วเราควรอิจฉาคน ITV ที่มีโอกาสได้เงินก้อนใหญ่มาในไม่กี่วันนี้

และจริงๆแล้วคนไอทีวีมีโอกาสมากกว่ามนุษย์เงินเดือนทั่วไปอย่างเราๆด้วยซ้ำ

โอกาสที่ว่านี่หมายถึง พวกเขามีทุนมากพอ(ถ้ารวมกลุ่มกัน)ที่จะเป็นอิสระจากระบบเดิมๆแล้วสร้างธุรกิจสร้างระบบด้วยความสามารถและอุดมการณ์ของตัวเอง

น้ำตาของพนักงานที่ออกหน้าจอทั้งหลายแทบไม่มีผลอะไรเลยบอกตรงๆว่าเห็นใจแต่ไม่สงสาร

ผมมองว่าพวกเขาโชคดีจริงๆที่มีโอกาสได้เลือกใช้ชีวิตแล้ว โชคดีกว่าคนด้อยโอกาสทั่วไป โชคดีกว่าทหารภาคใต้และพนักงาน รสพ.

ลองคำนวนเล่นๆ สมมุติ พนักงานได้เงินเดือน 10,000 บาท ต่อเดือน x 10 เดือน = 1 แสนบาทนะครับ

แต่พนักงาน ITV ไม่ได้เงินเดือนแค่ 10,000บาท เขาได้มากกว่านั้น

คนบางคนกว่าจะได้เงินแสนใช้เวลากว่าค่อนชีวิต

ถ้าผมเป็นคน ITV ผมก็จะทำเหมือนพนักงาน ITV นะแหละ อยู่ให้ถึงชั่วโมงสุดท้าย

ผมคงไม่เลือกลาออกไปก่อนหน้านี้หางานใหม่เพื่อหนีการลุ้นปิดตัวของสถานี เพราะดูแล้วเมื่อเหตุการณ์แบบนี้ ผิดจริงและหนีไม่พ้น

ก็ขอลุ้นการตัดสินหรือไม่ก็ขออยู่เพื่อให้ได้รับการชดเชยตามกฎหมาย เห็นไหมมีแต่ลุ้นได้กับลุ้นเสมอตัว

เพราะฉนั้นเราก็อย่าไปตื่นเต้นตกใจอะไรกับน้ำตาของกลุ่มคนที่เคยพูดกับกบฎ ITVคนหนึ่งว่า ” ให้ไปรับเงินกับอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย”

แล้วพอวันนี้พวกเขาก็อ้างประชาชน มันเป็นบทที่เค้าต้องเล่น พอผ่านวันนี้ไปจอดำ ไม่มีใครโดนระเบิด พวกเขาก็เริ่มใหม่ ..แค่นั้นเอง





ลาล่ะนะ iTV, see you next life

6 03 2007

คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพิ่งออกมาแถลงสดๆร้อนๆ ช่อง iTV ถ่ายทอดสดเสียยาวเหยียด นักข่าวตัวเองซักเอาซักเอาชนิดที่ว่าไม่ไล่ไม่เลิกนั่นแหละ สรุปความได้ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติให้ iTV หยุดออกอากาศเป็นการชั่วคราว มีผลตั้งแต่วันที่ 7 มีนาคมเป็นต้นไป

ไม่รู้ใครคิดยังไง แต่ผม…

รายละเอียดอ่านที่นี่

ก่อนหน้านี้พนักงาน iTV ออกแถลงการณ์มาเรียกร้องต่อรัฐบาลอย่างนี้

“1. ยึดมั่นในเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการก่อตั้งสถานีในปี 2538 โดยนำเสนอข่าวสารด้วยความเป็นกลาง มีอิสระ และเป็นที่พึ่งของสังคม

2. ปลอดจากการแทรกแซง

3. มีอิสระในการประกอบธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้

และคณะทำงานพิเศษที่เข้ามากำกับดูแล สมควรอย่างยิ่งที่จะเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ เป็นที่ยอมรับในสังคม และไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม”

ถามว่าที่ทำงานผ่านมา โดยเฉพาะปีที่แล้วเอาให้ชัดๆเลย ทำงานกันตามนี้ใช่ไหม? ลองถามตัวเองกันดูเถอะว่าข้อเรียกร้องข้อแรกน่ะ “เป็นกลาง มีอิสระ เป็นที่พึ่งของสังคม” จริงหรือ?

แล้วถ้าใครมีโอกาสได้ดู iTV ในช่วง 2-3 วันหลังนี้ รู้สึกผิดปกติกันบ้างไหมกับรายการหรือข่าวสารต่างๆที่ iTV นำมาออกอากาศ ข่าวหรือความเห็นที่ไปในทางเดียวกันหมด ประเภทไม่อยากให้ปิด iTV อยากให้เป็นทีวีอิสระ เป็นสื่ออิสระ การปิดไปจะทำให้ประชาชนเสียโอกาสในการรับรู้ข่าวสาร (ประเทศไทยมีทีวีช่องเดียวหรือครับ?) หนักข้อเข้าก็ลามไปถึงเรื่องเสรีภาพในการรับรู้ข่าวสารโน่นเลย มึงจะบ้ากันหรือไง

ป.ล.ก่อนหน้านี้ “หมอนิด” ทำนายเรื่องปิดทีวีเอาไว้ ไม่อยากให้เชื่องมงาย แต่ถ้าอยากอ่านก็คลิกที่นี่





ชามน้ำของพดด้วง

6 03 2007

นอกจากชามข้าวที่จำเป็นต้องมีแล้ว พดด้วงยังมีชามน้ำแยกต่างหากเพื่อสุขภาพอนามัยที่ดี อันที่เห็นนี่เป็นอันใหม่ล่าสุดเพิ่งได้มาไม่นานนัก สีสันสดใส ลวดลายสวยงาม แถมมีน้ำหนัก กันไม่ให้ไอ้ด้วงเขี่ยเล่นจนน้ำหกเลอะนองเต็มพื้นได้อีกด้วย

อีกมุมนึง

podduang





ย้อนคำทำนายหมอนิดจากกรณีไอทีวี และ “สีแดง”

1 03 2007

วันนี้มีเรื่องเล่าเอาสนุกมาให้ได้ฟังกัน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเรื่องไอทีวีที่ต้องดับไปในไม่นานนี้ ทำให้ผมนึกถึงคำทำนายหมอนิด

ราวๆเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม 2549 ผมมีโอกาสได้ฟังคำทำนายหมอนิดมากับหู เนื่องจากนิตยสารpositioning เชิญหมอนิดมาให้สัมภาษณ์ถึงออฟฟิศเพื่อนำลงเป็นเนื้อหาฉบับเดือนมกราคมว่าด้วยเรื่อง“การทำนาย”ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองตลอดปี 50

เท่าที่ในการสัมภาษณ์วันนั้น มีคนในห้องนั้นที่ได้ฟังหมอนิดแบบสดๆน่าจะไม่เกิน 5 คน หนึ่งในนั้นคือผมที่เข้าไปฟังกะเขาด้วย

หากถามว่าน่าเชื่อถือแค่ไหน วันนั้นผมคงตอบได้ว่า 60/40 60 คือเชื่อ 40 ไม่เชื่อ

หมอนิดใช้วิธีการทำนายซึ่งเหมือนกับที่พ่อผมใช้คือหลักการของธาตุต่างๆ5ชนิด( ดิน น้ำ ลม ไฟ ทอง ไม้) ตามหลักโหราศาสตร์ของจีน ซึ่งผมก็ค่อนข้างจะคุ้นเคยกับศัพท์แสงพวกนี้อยู่บ้างเพราะพ่อพูดให้คนที่มาหาฟังประจำจนคุ้นหู แต่ระหว่างหมอนิดกับพ่อผมจะต่างกันนิดหน่อยตรงที่หมอนิดมีญาณพ่อปู่ฤาษีนารายณ์ แต่พ่อผมไม่มี ส่วนเรื่องธาตุหรือโหราศาสตร์แบบจีนนั้นคงตำราเดียวกัน

ผมจำได้ว่าวันนั้นหมอนิดได้บอกกับเราหลายเรื่อง สรุปโดยรวมแล้วปีนี้ (2550) เป็นปีที่น่าเป็นห่วงเอามากๆสำหรับประเทศไทย (เหมือนกับที่หมอดูท่านอื่นแทบจะพูดเป็นเสียงเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย)

ที่จำได้แน่นสนิท คือเรื่องคำทำนายที่ว่า สีแดง(ธาตุไฟ)เป็นสีที่จะซวยซ้ำซวยซ้อนในปีนี้และจะมีการปิดตัวของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งอีกด้วย

ทางเราถามกลับไปว่าช่องอะไร หมอนิดใบ้ว่า ไม่ใช่ 3 5 7 9 11 และ itv แต่จะเป็นทีวี ที่มีชื่อเสียง และ เป็นทีวีดาวเทียม (ย้อนดูคำทำนาย ที่นี่ )

ด้วยเหตุนี้เองผมจึงจำคำทำนายนี้ได้แม่นมาก หลังจากฟังจบก็เอามาเดาเล่นกับเพื่อนๆร่วมงาน เพราะทีวีดาวเทียมที่ว่าอยู่ในเครือเดียวกันที่ทำงาน และที่สำคัญ มันใช้สีแดง ไม่ใช่ สีน้ำเงิน (555) จำได้ว่าตอนนั้นผมเดาว่าถ้าเป็นงั้นจริง สงสัยเป็นทีวีดาวเทียมสีแดงไปแหงๆเพราะที่ผ่านมาก็อย่างที่เห็นว่ายากลำบาก กันขนาดไหน เวลามีคนบอกว่าได้ผลประโยชน์มา ผมแทบจะหัวเราะตาย ช่วงวิกฤติเงินเดือนออกช้า จ่ายทีล่ะครึ่ง พนักงานไม่มีจ่ายค่าเช่าห้องพัก นั่นแหละเรื่องจริงล้วนๆของคนที่ทำงานในเครือนี้ ส่วนทีวีดาวเทียมสีน้ำเงินวันนี้ลองสังเกตุดู บุกเข้าช่องฟรีทีวีได้แทบทุกช่อง ซึ่งอันนี้ไม่ว่ากัน ถือว่าเป็นโอกาสที่เขาทำได้และทำได้ดีในด้านการทำธุกิจ มันเลยกลายเป็นเกร็ดเปรียบเทียบเล็กๆน้อยๆ ของเรื่องสีแดง(ธาตุไฟ) และสีน้ำเงิน(ธาตุน้ำ) ถ้าตามหลัก ฮวงจุ้ยในโหราศาสตร์จีนแล้ว ธาตุทั้ง 5 จะมีส่วนส่งเสริมกันและกัน และส่วนที่ขัดแย้งกัน ( คล้ายชาร์ตทฤษฎีสีในวิชาศิลปะนั่นแหละ ที่มีทั้งคู่สีตรงข้าม สีฮาร์โมนี เป็นต้น )

ซึ่งกรณนี้ผมจะเปรียบเทียบง่ายๆได้ว่าไฟ(สีแดง)จะแพ้ให้กับน้ำ(สีน้ำเงิน) เพราะน้ำสามารถดับไฟได้ เค้าว่างั้น เมื่อปีนี้ความซวยจะเกิดขึ้นกับธาตุไฟ บวกกับความจริงที่เห็นๆกันอยู่ ผมเลยเดามั่วบนพื้นฐานข้อมูลและความเชื่อส่วนตัว ว่าสงสัยทีวีดาวเทียมสีแดงของผม มีสิทธิ์โดน!!!มากกว่าใครเพื่อนซะแล้ว

กลับเข้ามาสู่ปัจจุบัน ไอทีวีซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ผมคาดว่าต้องโดนปิดในตอนนั้น เหตุเพราะมีเรื่องทำผิดสัญญาสัมปทานรอฟันอยู่แล้ว บวกกับเป็นช่องที่ใช้ “สีแดง” ผมเลยทึกทักเอาว่านี่ก็คงไม่รอด แต่ก็มาติดคำทำนายของหมดนิดนี่แหละ ที่บอกว่าไม่ใช่ช่องฟรีทีวีที่จะโดนปิด ที่โดนปิดคือทีวีดาวเทียม

จนในที่สุด อย่างน้อยๆตอนนี้คำทำนายหมอนิดก็ถูกไปครึ่งหนึ่ง พอถูไถในความแม่น ในเรื่องปิดช่องทีวี และ เรื่องสีแดงธาตุไฟ ใจจริงแล้วไม่อยากให้แม่นมาก เพราะแต่ละอย่างที่หมอดูแต่ละคนทาย มันช่างน่ากลัวเหมือนกับที่ผมเคยเอามาเล่าไว้เมื่อต้นปี ตอนนี้เลยปลอบใจตัวเองว่า เอาวะ อย่างน้อยก็ไม่แม่นไปครึ่งนึงแล้วหวังว่าคงไม่แม่นไปมากกว่านี้ตามมาทีหลัง ส่วนเรื่องสีแดงนั้น บอกตรงๆว่าผมค่อนข้างเชื่อ เพราะเห็นมามากแล้วจากการเปลี่ยนแปลงของลูกค้าพ่อ เพราะฉนั้น ใครก็ได้ไปบอก ทีวีดาวเทียมสีแดงหน่อยให้เปลี่ยนเป็นสีอื่นได้แล้ว แล้วช่วยยุPTVให้ไปใช้สีแดงแทน จะได้เป็นคุณแก่ชาติบ้านเมือง โหะโหะโหะ

(ใช้ดุลพินิจฟังเสียงสัมภาษณ์หมอนิดพูดเองเมื่อปลายปีที่แล้วที่ justtalky  )