สิ่งที่ยากกว่าการล้มรัฐบาล

1 07 2008

“ม็อบครั้งนี้กูไม่เห็นด้วยนะ มันไม่เหมือนคราวที่แล้ว แต่กูก็ตอบไม่ได้ว่าจะต้องทำยังไง” เพื่อนผมได้พูดออกมาหลังจากเราคุยงานและเรื่องจิปาถะทั่วไปจนวกกลับมาเข้าเรื่องของการบ้านการเมือง

แน่นอนเป็นคำพูดที่ชวนให้ผมคิดและอยากอธิบายกลับไปแต่ก็เหมือนมีแรงมาเหนี่ยวมารั้งให้ผมเหนื่อยเกินไปที่เอ่ยปาก ผมเองเชียร์สุดใจและเห็นด้วยที่การชุมนุมครั้งนี้ได้เกิดขึ้นด้วยเหตุผลหลายประการ ผมเองเห็นควรที่สุดเพราะคิดว่าถึงเวลาแล้วหรือเรียกได้ว่าสถานการณ์นั้นถูกบ่มจนได้ที่(เน่าได้ที่) ระบบการยกมือในรัฐสภาไม่มีประโยชน์แม้จะมีการตรวจสอบได้จริงแต่ก็ไม่สามารถเอาผิดนักการเมืองที่เอาประโยชน์เข้าตัวจากการเลือกตั้งได้เพราะสุดท้ายพรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่ได้เป็นอิสระที่จะเห็นผิดเป็นผิด เห็นถูกเป็นถูก ยังคงยึดเอาผลประโยชน์ของพรรคตัวเองที่ได้จากการร่วมรัฐบาลเป็นที่ตั้งอยู่ดี

และยิ่งรับไม่ได้คือคณะรัฐมนตรีที่นอกจากจะมีคนตาเหล่แล้วยังนับว่าขี้เหล่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา บางคนบอกว่าทำไมไม่ปล่อยให้ได้ทำงานไปก่อน เพราะเพิ่งผ่านเลือกตั้งมาแค่สี่เดือน หากลองคิดดีๆและมองลึกไปอีกสักหน่อยกลุ่มคนเบื้องหลังที่ชักใยรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดมาสี่เดือนแต่เกิดขึ้นมาหลายปีแล้ว ทุกอย่างมุ่งสนองคนและพวกพ้องกลุ่มตัวเอง หรือ มองในมุมกลับแบบใสซื่อ  รัฐบาลชุดนี้แม้จะเกิดขึ้นมาเพียงสี่เดือน แต่ก็พาประเทศฉิบหายมาได้ขนาดนี้ด้วยการปลิ้นปล้อนเล่นแต่สำนวนโวหารโกหกกันแบบหน้าตาเฉย เช่น เรื่องพื้นที่บริเวณเขาพระวิหาร ที่อยู่ดีๆก็แอบงุบงิบยกให้เขมรเพียงเพื่อแลกผลประโยชน์ในเกาะกงและผลโยชน์มหาศาลที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่ซับซ้อนในทะเลให้กับพวกพ้องตัวเอง สี่เดือนยังทำกันได้ขนาดนี้ นานกว่านี้จะทำขนาดไหน ประชาชนอย่างเราๆจะต้องทนดูปาหี่ในสภา ทนฟังรายการป้ายสียกตนข่มท่านพูดข้างเดียวไปกันอีกนานแค่ไหน

นี่คือสภาพความจริงที่คนส่วนใหญ่ก็รับรู้รวมถึงเพื่อนผมด้วย  แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับมองไม่เห็นถึงความสำคัญและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา ยังคงมองแบบตรรกะของคนที่เคยชินกับการดูละครว่า มีคนก่อ มีคนต้าน มีพระเอก มีผู้นำ มีคนที่ชื่นชอบ มีคนที่น่ารังเกียจ  มีตัวละครในเรื่องนี้ต่างๆนานา และสุดท้ายก็มีตอนจบที่มีคนต้องได้รับบทเรียนและถูกลงโทษในที่สุด  ไม่ได้คิดถึงในแง่สิทธิของตัวเอง ไม่ได้ใส่ใจความยุติธรรมในสังคมที่ถูกแทรกแซงจนแทบไม่เหลือ จิตสำนึกถูกสะกิดขึ้นเพียงเพื่อให้รับรู้แต่ไม่คิดที่จะแก้ไข ทำได้มากที่สุดคือวิพากษ์วิจารณ์ตามสังคมแห่งความเห็นที่ตัวเองเสพ มากกว่าจะเข้าใจความจริงที่เกิดขึ้น และหากจะพูดกันแบบละครที่ผู้คนเคยชิน บทเรียนสุดท้ายที่เจ็บปวดที่อยู่ในละครที่ไม่มีวันจบเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกิดกับใครที่ไหนนั่นคือประชาชนอย่างเราๆที่ถูกปล้นไปอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวนี่เอง 

จนกระทั่งถึง ณ เวลานี้ ผมไม่รู้ว่าเพื่อนผมและคนส่วนใหญ่ของประเทศมีความคิดเห็นยังไงไปบ้างแล้ว แต่ผมรู้แล้วว่า การจะหาเหตุผลและหลักฐานมาพิสูจน์ความไม่เหมาะสมและไม่ชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะลั่นระฆังปลุกผู้คนที่อยู่ในเมืองที่จิตสำนึกกำลังหลับลึก มันยากเสียเหลือเกิน





ฝน

27 06 2008

บางทีฉันต้องถามเธอบ้าง 

ในยามที่เธออยู่ในที่ที่อบอุ่นและแสนสบาย

ในยามที่ฝนพรม ผู้คนลี้หายไปอยู่ตามซอกมุมในสังคม

ฝนหรือเธอ ที่ทำให้ความจริง พร่าเลือน

ฝนหรือใคร ที่เปียกปอน

ใครยังเสพสุข และใครยังทนทุกข์

ยามเธอเปิดฟังเพลงที่เธอชอบ

ฉันกำลังร้องเพลง  ที่มีคนไม่อยากฟัง

….ท่ามกลางสายฝน

…ฝนที่เธอมองไม่เห็น





โอ้ว!!!เมืองพุทธ

25 04 2007

ทุกศาสนามีความเท่าเทียมกันในประเทศนี้ ม็อบผ้าเหลืองที่ออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติจึงดูขัดหูขัดตาและมีเบื้องหน้าเบื้องหลังให้เคลือบแคลงสงสัยมากกว่าที่จะเห็นดีเห็นงาม

มีคนพูดไว้ว่าอย่าพูดเรื่องศาสนาและการเมืองบนโต๊ะอาหารเพราะทั้งสองเรื่องมีความอ่อนไหวต่อการใช้อัตตามาฟาดปากกันทำให้กินอะไรไม่อร่อย แต่ม็อบผ้าเหลืองก็ทำให้ทั้งสองเรื่องรวมเป็นเรื่องเดียวกันและหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกพูดถึงบนโต๊ะอาหาร ..คราวนี้เราจะได้เห็นคนใช้อัตตากันทุกซอกมุมของสังคม …

การเรียกร้องให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งแรก ผมบังเอิญได้ไปเจอเอกสารบางชิ้นที่พุดถึงการเคลื่อนไหวลักษณะนี้ตั้งแต่ตอนเขียนรัฐธรรมนูญปี 40 โดยคราวนั้นก็มีการเรียกร้องให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติลงไปในรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับคราวนี้ นั่นแสดงให้เห็นว่าหากครั้งนี้มีการอ้างเหตุผลเรื่อง3จังหวัดชายแดนภาคใต้อาจจะถูกมองได้ว่าเป็นการหาเหตุผลมาสร้างความชอบธรรมให้กับการเรียกร้องแบบเล่นกระแสโดยไม่สนใจผลที่จะตามมา?

หรือทั้งหมดนี้..เป็นขบวนการดิสเครดิตพุทธศาสนา เพราะภาพที่ออกมานอกจากจะหาเหตุผลที่จะไปเห็นด้วยกับม็อบเหล่านี้ไม่ได้แล้ว ยังมีภาพติดลบต่อม็อบผ้าเหลืองนี้ด้วยซ้ำ คำถามเกิดขึ้นมากมายว่าท่านทำไปเพื่ออะไรเพราะลำพังแค่ออกมาเดินแบบนี้ก็ไม่มีบัญญัติไว้ในหลักธรรมข้อไหนเลย …หรือพูดง่ายๆสิ่งเหล่านี้กำลังจะบอกเราว่าภาพเต้นจ้ำบ๊ะโชว์จิ๋มในงานบวชกับภาพเดินขบวนของพระ ความหมายมันช่างไม่หนีกันเท่าไหร่นั่นคือความเสื่อมที่เกิดขึ้นกับศาสนาพุทธในประเทศไทยจริงๆ

ทิ้งท้ายด้วยคำสัมภาษณ์ที่ทีวีช่องหนึ่งไปพุดคุยกับชาวบ้านเกี่ยวกับประเด็นนี้ มีชาวมุสลิมคนหนึ่งได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า

เค้าไม่รู้ว่าเรื่องนี้ผิดหรือถูกในทางพุทธ แต่เค้าเห็นว่าแทนที่จะเอาเวลามาเรียกร้องให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไปสร้างให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำใจไม่ดีกว่าหรือ

..เป็นไงสะใจไหมล่ะท่านเจ้าคุณทั้งหลาย…





test

23 04 2007
01-Ost.Final Score…

http://www.esnips.com/doc/095333c5-f641-460f-a251-92d8bd7ed171/Moderndog-กันและกัน





ถึงกระทรวง ICT เรื่องการแก้ปัญหาที่จะจุดไฟให้ลามทุ่งไปมากกว่าเดิม

4 04 2007

จะเรียกว่านี่เป็นรายงานสดก็ได้ เมื่อประมาณ 1 ชั่วโมงที่แล้วผมได้รับโทรศัพท์ให้เข้าไปในเว็บ youtube เพื่อไปดูคลิปที่คนไทยส่วนใหญ่ ไม่น่าจะทำใจรับกันได้  มันเกี่ยวกับการหมิ่นเบื้องสูงอย่างร้ายแรง ที่ถูกนำมาเผยแพร่ในyoutube และก็จริงอย่างที่ว่า เมื่อได้ดูแล้วผมเองรับไม่ได้อย่างแรงถึงการกระทำอันเถื่อนสถุลที่ไม่ได้แสดงออกถึงภูมิปัญญาในการต่อสู้ทางความคิดใดๆเลย

จริงอยู่ที่เราต้องยอมรับความจริงที่ว่า ความหลากหลายทางด้านความคิด ในปัญจุบันสร้างทั้งคนเห็นด้วยและคนไม่เห็นด้วย  ในเรื่องระบอบการปกครองในบ้านเมืองของเรา แต่การดำเนินเกมส์ใต้ดินแล้วโจมตีในลักษณะนี้ไม่ได้สร้างความคิดหรือให้อะไรกับใครเลยนอกเสียจากการมุ่งทำลายแบบไม่ใช้ีเหตุผลถือเป็นเกมส์ชั่วที่มุ่งร้ายทำลายอย่างชัดเจน

ผมเชื่อว่าหากใครได้ดูก็คงรู้สึกอนาถปนเกลียดชังคนที่ทำคลิปนี้ แม้ว่าจะใช้ชื่อใช้นามภาษาเป็นอังกฤษ แต่ลักษณะสไตล์ การตัดต่อคลิปไม่ได้ต่างจาก คลิปมิวสิควิดีโอโจมตี สนธิ ลิ้มทองกุล สนธิ คมช  อภิสิทธิ์  ประชาธิปัตย์ หรือแม้แต่ป๋าเปรม  ที่ชอบมีคนไปโพสให้ดูอยู่ในห้องราชดำเนิน แต่คราวนี้ ผู้ที่ทำคลิปคนนี้ ถึงกับดึงฟ้าต่ำมาย่ำยีแบบไม่เหลือดี กล้าใช้เพลงชาติ มาเล่นแบบเสียๆหายๆ

ผมไม่รู้ว่าคนทำเป็นฝรั่งหรือคนไทยกันแน่ก็ได้แต่ ขอให้วันนึงมันโดนกับตัวเองบ้าง ซึ่งก็น่าจะโดนเพราะเห็นหลายคนก็รุมสาปแช่งแบบนี้ ถ้าเป็นคนไทยขอให้มันโดนหนักเป็นพิเศษกว่าเดิมโทษฐานเสียชาติเกิด ไม่สำนึกในระบบก็ควรสำนึกที่้มีโอกาสใช้อากาศหายใจอยู่ในประเทศนี้บ้าง

หลังจากดูจบผมจึงนั่งหาทางดูว่าคลิปนี้มันน่ามาจากที่ใด เพราะสงสัยมาก แต่พอหาได้ไม่นาน ปรากฏว่าเว็บต้นทาง คือ youtube ถูกบล็อคโดย ICT ไปเป็นที่เรียบร้อย…

ICT เริ่มแก้ปัญหาผิดจุดอีกแล้ว   หลังจากที่บล็อก wordpress ละเมิดสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของผม วันนี้ ก็บล็อกอีก..

ผมเข้าใจว่าหวังดี แต่ระหว่าวิธีแก้ปัญหา  กับเรื่อง สิทธิที่ประชาชนควรได้รับ มันก็ควรคิดไปพร้อมกันด้วยสิ ไม่งั้นวันไหนอยากปิดพี่ ICT ก็จะปิดมันง่ายๆ แบบนี้ไม่ถูกต้องเท่าไหร่

อย่างปัญหาวันนี้ ผมเข้าใจว่าเป็นปัญหาที่เสี่ยงมาก ถ้าปล่อยไว้อาจจะเป็นปัญหาระหว่างประเทศไปเลย   ผมเห็นด้วยที่ICTจะเข้ามาดูแลตรงนี้ แต่ ไม่ใช่มาทำอะไรด้วยวิธีที่จะทำให้ประชาชนเดือดร้อน  คนเค้าตั้งคำถามว่า ทำไมถึงไม่ บล็อคเฉพาะส่วนที่เป็นปัญหา แล้วเลือกที่จะแจ้งyoutube ถึงการกระทำที่อาจจะสร้างความไม่พอใจกันระหว่างประเทศในภายหลัง ICTไม่มีอำนาจที่จะติดต่อไปที่เว็บyoutube ได้เลยหรือ? กระทรวงต่างประเทศ ยกหูข้ามทวีปกดดันพูดคุยเจรจาในเรื่องนี้ให้จบลงอย่างเงียบๆ ในเวลาอันสั้นไม่ได้เชียวหรือ

ยิ่ง ICT บล็อก youtube ก็ยิ่งเป็นเครื่องหมายคำถามอันใหญ่ที่ปาใส่หน้าคนที่เข้าเว็บ youtube ว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้นคนก็จะตามหาสาเหตุกันให้จ้าล่ะหวั่น  แล้วขอโทษนะครับ การที่คุณบล็อค youtube ไม่ได้หมายความว่า ปัญหาจะหมดไป กว่าคุณจะมาบล็อคคนเข้าเข้าไปดูเป้นพันๆหมื่นๆแล้ว  และมันต้องมีคนที่ดาวน์โหลดเก็บคลิปนี้เอาไวจะด้วยความหวังดีหรือต้องการให้คนเอาไปดูต่อหรืออะไรก็ตามแต่ ถึงตอนนั้น คุณต้องบล้อคอีกกี่เว็บ..? กี่เว็บครับ ..ทำแบบนี้สื่อต่างประเทศถามคุณ..คุณจะตอบว่าอย่างไร ..ยิ่งสื่อถาม ก็ยิ่งสร้างความเสียหายไปมากกว่าเดิม…เข้าทางคนสร้างคลิปนี้ ที่ใช้หลัก VIRAL MARKETING..เป๊ะ!

พูดแล้วก็เซ็ง ผมละเหนื่อยหน่ายกับรัฐบาลนี้จริงๆ

ถ้าถามผมว่าใครเป็นคนทำ ใครเป็นคนวางแผน  ผมอยากตอบ(ในความเห็นของผม)ให้เป็นคำถามทิ้งท้ายให้คิดกันเล่นๆก็แล้วกัน

ใครกัน ชอบเล่นกับวิดีโอคลิปในช่วงนี้

ใครกันที่ชอบเล่นกับyoutube จน ICT ต้องเสียรู้ไปหลายรอบ

ใครกันที่เก่งเรื่องการตลาด วางแผนอย่างแยบยล

ใครกัน …ผมว่าถ้าไม่ใช่คนที่ไม่เกลียดประเทศไทยจริงๆ มันก็คนน่าจะเป็นคนนั้นแหละครับ..





กรณี iTV บอกอะไรเราบ้าง?

12 03 2007

ข้อแรกที่ชัดๆเลยก็คือ สื่อทีวีเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งที่สุดทั้งในอดีตและปัจจุบัน ถึงแม้ว่าความนิยมในสื่อประเภทอื่น โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตจะมีสูงขึ้นมากแล้ว แต่อิทธิพลของสื่อทีวีก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลงเลย ตรงกันข้าม กลับยิ่งมีมากขึ้นทบเท่าทวีคูณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออยู่ในมือของคนที่ “เล่นเป็น”

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า ภาพการร้องห่มร้องไห้ปานทำนบแตกกลางจอในช่วง 48 ชั่วโมงทอง (ของคน iTV) นั้นได้สร้างความเห็นใจและสะเทือนใจต่อผู้ชมทั่วประเทศจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนนี้ย่อมมีผู้มีอำนาจในรัฐบาลรวมอยู่ด้วย จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้ (ยิ่ง) ใหญ่หลายๆคนจะพยายามหาทางช่วยเหลือเหล่าพนักงาน iTV กันเต็มที่ ชนิดที่อดีตพนักงานร.ส.พ.-องค์การอุตสาหกรรมฟอกหนัง-แบงก์บีบีซี-56 ไฟแนนซ์-โรงงานไทยเกรียง และอื่นๆอีกมากมาย (อาทิ ข้าราชการและประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เด็กนักเรียนที่โรงเรียนถูกเผา ชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปีที่แล้ว ฯลฯ) จะได้แต่มองตาปริบๆ

เพราะฉะนั้น ขอแนะนำต่อประชาชนชาวไทยผู้ที่เดือดร้อนทั้งหลายว่า การจะเรียกร้องความช่วยเหลือจากภาครัฐให้ได้ผลนั้นควรอย่างยิ่งที่จะมีสื่อเป็นของตัวเอง และสื่อนั้นควรจะเป็นสื่อทีวี ถ้าจะให้ดีควรจะรวบรวมเงินทองที่มีเอามาเช่าเวลารายการทีวีสัก 48 ชั่วโมง (เพราะพนักงาน iTV เขาใช้เวลาไปเท่านี้ก็เห็นผล) มานั่งพูดถึงคุณงามความดีของทุกท่านในอดีตที่ผ่านมา นั่งบีบน้ำตาร้องห่มร้องไห้ให้ท่วมจอ รับรองไม่มีพลาด

ข้อสอง ในฐานะที่ผมเป็นคนเชื่อเรื่องบุญเก่ากรรมเก่า เหตุการณ์ iTV ที่เกิดขึ้นทำให้ผมเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า ชาติที่แล้วคนไทย 70 ล้านคนคงได้ร่วมกันกระทำบาปอย่างใดอย่างหนึ่งต่อพนักงาน iTV ทั้ง 1,010 คนพร้อมๆกัน จนทำให้ในชาตินี้เราทั้ง 70 ล้านคนจึงต้องมาชดใช้ในผลกรรมที่ทำเอาไว้ในชาติที่แล้วด้วยกัน (แต่จนแล้วจนรอดผมก็ยังนึกไม่ออกว่าจะมีกรรมไหนหนอที่คน 70 ล้านคนสามารถกระทำร่วมกันได้)

ข้อสาม ผมเพิ่งรู้คราวนี้เองว่า อาการ “หน้าด้าน” นั้นเป็นโรคติดต่อ โดยที่เริ่มจากไอ้หน้าเหลี่ยมและพลพรรคใกล้ชิด จากนั้นจึงลามมาสู่เหล่าพนักงาน iTV ที่อาศัยอยู่ในตึกเดียวกัน มีไอ้หน้าเหลี่ยมเป็นผู้ถือหุ้น มีพรรคพวกไอ้หน้าเหลี่ยมเป็นผู้บริหาร อาการ “หน้าด้าน” ก็เลยลามมาติดและระบาดไปถ้วนทั่วทุกตัวคนเช่นนี้

เพราะฉะนั้น หากคนใกล้ชิดคุณเริ่มแสดงอาการ “หน้าด้าน” โปรดระวังระวังตัว อย่าอยู่ใกล้ชิด มิเช่นนั้นคุณอาจติดอาการ “หน้าด้าน” ไปอีกคน

เราเตือนคุณแล้ว…

podduang





ยังจำ ‘ต้อม photomind’ ได้ไหม?

12 03 2007

ใช่ครับ ช่างภาพคนที่ถ่ายรูปด้วยมุมมองที่แตกต่าง ถึงขนาดต้องนอนถ่ายอยู่แทบเท้าผู้บริหารคนนั้นแหละครับ วันนี้ผมเอารูปจากการนอนถ่ายวันนั้นของมันมาให้ดู

ผลงาน ต้ม photomind

อย่าลืมนะครับ ถ้าชอบรูปของมันก็แวะไปดูได้ที่นี่ แต่ถ้าจะให้ดีกว่านั้นช่วยแนะนำหรือบอกต่อกันไปด้วย เผื่อจะมีคนใจป้ำยอมควักตังค์ซื้อรูป มันจะได้มีกล้องเป็นของตัวเองซักที

podduang





taxi หน้าสยาม ยามค่ำคืน

11 03 2007

ต่อไปนี้ขึ้นแท็กซี่ หากได้ยินคำบ่นจากคนขับว่าหาเงินไม่ได้คงไม่ค่อยอยากจะเห็นใจอีกแล้ว คลิปที่ท่านได้ดูคือคลิปที่ถ่ายเล่นๆไว้เมื่อคืนวันศุกร์ที่หน้าสยาม คืนที่ใครๆก็ออกมาเที่ยวเตร่ก่อนวันหยุดปลายสัปดาห์

ขณะกำลังต้องการจะกลับบ้านผมกับเพื่อนจึงเดินหาแท็กซี่ ซึ่งมี”รถว่าง”รอรับแขกอยู่เต็มถนน แต่แล้วผมก็ค้นพบว่า แท็กซี่กลุ่มนี้ไม่คิดอยากจะรับลูกค้าที่เรียกสักคัน …ทำเอางงมาก

ผมเห็นคนรอเรียกแท็กซี่เกาะกลุ่มเป็นจุดๆ ตั้งแต่โค้งโบนันซ่า ไปยัน หน้าลิโด้ เราเรียกแท็กซี่กี่คันๆก็ไม่มีคันไหนไปเลย ..สงสัยไหมว่าเพราะอะไร

เพราะแท็กซี่เหล่านี้ไม่คิดจะรับลุกค้า ที่ไปไกลๆนะสิ

เราลองคาดอัตราส่วนจากเหตุการณ์นี้แบบง่ายๆดูกันดีกว่า

ในแท็กซี่ 10 คันต้องการรับ ผู้โดยสารที่จะไปใกล้ละแวกนั้น น่าจะประมาณ 9 คัน อีกคันนึงเรียกไปไหนก็ไป

ในขณะเดียวกัน จากที่ผมได้สังเกตุ ไม่มีแท็กซี่คันไหนได้รับผู้โดยสารเลย นั่นหมายถึง ผู้โดยสารไม่มีใครต้องการเรียกแท็กซี่ไปส่งใกล้ๆอย่างที่ต้องการ มีแต่อยากเรียกเพื่อไปไกลๆทั้งนั้น

อุปสงค์ก็สูงอุปทานก็สูง …แต่กลับไม่สร้างรายได้ เพียงเพราะความเชื่องี่เง่าของแท็กซี่ที่คิดว่าได้ลุกค้าที่ไปใกล้ๆแล้วสามารถวนมารับที่หน้าสยามได้อีกรอบ

…คำถามง่ายๆเกิดขึ้นว่า ….แล้วคนที่รอเรียกเพื่อให้แท็กซี่ไปส่งในละแวกนั้นมันจะมีสักกี่เปอร์เซ็นกันเชียวเมื่อเทียบลูกค้าที่ต้องการไปไกลๆ ยิ่งพอมีแท็กซี่คิดงี่เง่าแบบนี้เหมือนกันหมด(ซึ่งจริงๆก็เป็นอย่างนั้น) เท่ากับว่า แท็กซี่เหล่านั้นต้องแย่งกันเพื่อหาลุกค้า กลุ่มที่ต้องการไปใกล้ …เพื่อให้ได้เงิน น่าจะไม่เกิน 80บาทต่อเที่ยว …ตลกไหม?

แล้วเราลองวิเคราะห์เส้นทางที่แท็กซี่ต่อคิวหาผู้โดยสารจากทำเลนี้

คนจะเริ่มเรียกหาแท็กซี่จากฝั่งตรงข้ามพารากอน หรือหน้าลิโด้นั่นเอง จะยาวไปถึง หน้ามาบุญครอง

เพราะฉนั้น แท็กซี่ก็จะรอคิวกันเยอะ..แต่ไม่รับเพราะเลือกลูกค้าอย่างที่บอก …ลองจินตนาการสิครับ อุตสาห์เปิดแก๊สขยับทีละนิดๆทำชาวบ้านรถติดแล้วไม่ได้ลุกค้าจนสุดทำเลโปรโมชั่นคือหน้ามาบุญครอง ….เลยไปก็เป็นจุฬาที่เงียบอย่างกับอะไรดี คิดดูสิอุตส่าห์ต่อคิวติดตั้งนานสุดท้ายก็ได้ขับรถเปล่าวนไปที่อื่นในที่สุด

ก็เป็นซะแบบนี้แล้วก็ดันบ่นว่าหาเงินกันไม่ได้…เห้อออ

justtalky





บอกมาสิความจริงคืออะไร

9 03 2007

เพิ่งอ่านข่าวเรื่อง เมื่อวีรชนกลายเป็นผู้ต้องหา  จบทำให้ผมคิดถึงประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาที่เคยเรียนสมัยยังละอ่อน

ผมนึกถึงตอนที่เราพ่ายแพ้แก่กองทัพพม่ารามัญ เพราะเหตุผลเพียงว่า กษัตริย์สมัยนั้น(ขออภัยจำชื่อไม่ได้) ไม่ยอมให้ยิงปืนใหญ่ต้านศัตรู เพราะกลัวเสียงของปืนใหญ่จะทำให้นางสนมตกใจ..

…อ่านข่าวแล้วกลับไปคิดถึงเหตุการณ์นั้นซะงั้น

เคยสงสัยกันไหมว่าใครเขียนบันทึกต่างๆของประวัติศาสตร์ บันทึกนั้นเชื่อได้แค่ไหน ..ผู้บันทึกในแต่ละยุคสมัยเขียนความจริงที่เป็นความจริง หรือฟังเรื่องเล่าที่ถ่ายทอดกันมาเป็นช่วง  …แล้วผู้เขียนบันทึก จะตกอยู่ในอิทธิพลของสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้หรือไม่

อย่างเรื่องที่ว่า ไม่ให้ยิงปืนใหญ่เพราะกลัวนางในวังจะตกใจ ถ้าบอกกันตรงๆผมเองก็รู้สึกว่า มันดูเหมือนบทละครมากกว่าที่จะเกิดขึ้นจริง เพราะไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่เลย  …แต่ยังไงก็เถอะ พอมาถึงยุคนี้เราก็ถูกให้ท่องจำ และเชื่อแบบนี้ตั้งแต่เด็กเพราะว่ามันอยู่ในหนังสือเรียนที่ออกสอบ

กลับมาดูเรื่องข่าวข้างบน แล้วลองจินตนาการไปในอนาคต ..ข่าวนี้จะเขียนบันทึกประวัติศาสตร์ได้แบบไหนบ้าง อาจจะถูกเขียนว่า ทหารแพะซวยโดนรัฐยัดข้อหาฆ่าคนตายทั้งที่ทำหน้าที่ป้องกันประเทศ อย่างที่เป็นข่าว หรืออาจจะเป็น รัฐบาลลงโทษทหารเลวใช้อำนาจถือปืนฆ่าชาวบ้านอย่างเลือดเย็น   อีกสารพัดจะเขียน  แบบนี้จะสรุปง่ายๆได้ไหมว่า จริงๆแล้ว(- - ”)   คำว่า “ความจริง” มันหามาตรฐานไม่ได้เลย(จริงๆ)





หรือว่าITV คือสื่อผู้มีอิทธิพลต่อรัฐตัวจริง

8 03 2007

ผมเฝ้าดูเหตุการณ์ของITV มาตลอดหลายวัน จนมาถึงวันนี้ผมคงต้องกล่าวสั้นๆว่า “ผิดหวัง” กับการตัดสินใจในการแก้ปัญหานี้ของรัฐ

ไม่อยากจะเชื่อว่า กลุ่มคนที่ไม่กล้าแม้จะตอบคำถามถึงสาเหตุของการทำผิดขององค์กรตน แล้วใช้สื่อและเวลาที่เหลือปลุกระดมเอาดีเข้าตัวโยนชั่วให้คนอื่น ถึงมีอิทธิพลต่อรัฐบาลได้ขนาดนี้

งานนี้ผมไม่โทษITVเพราะนั่นคือสิทธิ์ที่เขาจะปกป้องตัวเองจนถึงที่สุด(แม้ว่าจะใช้วิธีที่ดูน่ารังเกียจก็ตาม) …แต่ความเข้าใจและความเชื่อถือที่มีต่อรัฐบาล ดูเหมือนมันจะเริ่มเลือนลางลงไปทุกที

โดยเฉพาะกับนายกรัฐมนตรี ท่านจะรู้ตัวรึยังว่า ท่านเริ่ม ชกอยู่กับลม ชนอยู่ในอากาศ 

นอกจากจะว่างเปล่าในเรื่องความเชื่อถือแล้ว ประชาชนเริ่มเบนเข็มความสงสัยมาที่การวางท่าทีที่ผิดปกติของท่านแล้ว

คงต้องยกคำพระมาพูดปลอบใจตัวเองแล้วว่า กรรมมันส่อเจตนา ในที่สุด

 … ไม่รู้คำขอโทษ ที่ท่านให้ต่อพนักงาน ITV เมื่อวันก่อน ..ท่านจะมีให้  พนังงาน รสพ. หรือ ครู ทหารทางใต้ หรือไม่  แต่คงไม่มีใครรอฟังเท่าไหร่แล้วล่ะ ชาวบ้านเริ่มทำใจกันแล้ว

คงต้องโทษว่าเป็นความโชคร้ายของชะตาชีวิตเหมือนในละครน้ำเน่า  ที่พนักงาน รสพ. ที่ไม่มีไมค์ให้ถือ  ครูและครอบครัวทหารใต้ไม่มีสื่อให้ปลุกระดมต่อรอง เราคงได้แต่ขอให้คุณสู้ต่อไป(แล้วอย่าลืมเสียภาษีเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในงบให้กรมประชาสัมพันธ์ล่ะ)

ปิดท้ายด้วยการเสนอให้ พนักงานITVสร้างเหรียญจาตุคามรุ่น กิตติ นักข่าวคนดัง  จำหน่ายจ่ายแจกแก่พนักงาน เพราะเขาศักดิ์สิทธิ์จริงๆ  แค่เดินถือกระดาษ สามสี่ใบขอคำสัญญากับนายก  อะไรๆก็ได้ดั่งใจคิด ช่างง่ายดายจริงๆ

สวัสดีประเทศไทย